Tuesday, March 28, 2017

จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ๑๐๐ ปี

พระสัมโมทนียกถา
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ประทานในพิธีบำเพ็ญกุศลวาระ ๑๐๐ ปี
แห่งการประดิษฐานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ณ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันเสาร์ ที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๐

ขออำนวยพร ​
คุณหญิงนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
ท่านอธิการบดี, คณะผู้บริหาร,
คณาจารย์, บุคลากร,
นิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบัน ทุกท่าน.

​อาตมภาพรู้สึกชื่นชมยินดี ที่ได้มาอยู่ท่ามกลางสาธุชนชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกท่าน  ในวาระที่มหาวิทยาลัยจะเจริญอายุครบ ๑๐๐ ปี  การที่ท่านพร้อมเพรียงกันมาบำเพ็ญกุศลฉลองมหาวิทยาลัย และตั้งจิตอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  สองพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐของประชาชาติไทย และโดยเฉพาะของชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันนี้ นับได้ว่าเป็นประเดิมแห่งการสมโภชมหาวิทยาลัยอันจะมีต่อไปในวันพรุ่งนี้ กล่าวได้ว่าทุกท่านเป็นคนดี เพราะธรรมพื้นฐานอันเป็นภูมิของสัตบุรุษคนดี คือความกตัญญูกตเวที

​ท่านทั้งหลายทราบดีแก่ใจแล้วว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นด้วยพระราชประสงค์ใด อาตมภาพขอย้ำเตือนในมงคลวาระนี้อีกครั้งหนึ่งว่า เพราะทรงพระราชปรารถนาความเจริญวัฒนาแก่ประเทศชาติ ด้วยหลังจากทรงปฏิรูประบบราชการในแผ่นดินสยาม จนอาจเรียกได้ว่าพลิกแผ่นดินให้สยามเป็น “อารยประเทศ” แล้ว ก็ต้องทรงสร้าง “อารยชน” ให้บังเกิดขึ้นเป็นกลจักรสำคัญแห่งระบบราชการของพระองค์ โรงเรียนมหาดเล็กที่ทรงสถาปนาขึ้นนั้น คือสถานบ่มเพาะข้าราชการรุ่นแรกๆ ของสยามตามพระบรมราโชบาย ความเป็นอารยะนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากบุคคลปราศจาก “ปัญญา” โรงเรียนชั้นสูงแห่งนั้นได้สรรค์สร้างปัญญาชน เป็นกำลังแห่งบ้านเมืองมาได้พอสมควรแก่กาลสมัย

​วันเวลาล่วงไปไม่นาน สมเด็จพระปิยมหาราชเสด็จสวรรคตล่วงลับไป แต่ก็ยังนับเป็นมหาโชคของชาวไทย ที่ได้มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นอัจฉริยบุรุษ เป็นปราชญ์ของโลก เสด็จผ่านพิภพสืบราชสันตติวงศ์ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเร่งขยายกิจการโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชนชาวสยาม ในนามว่า “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ท่านทั้งหลายสังเกตถ้อยคำบ้างหรือไม่ ว่านามของสถาบันนั้นไม่ได้ทรงใช้เป็นพระปรมาภิไธยส่วนพระองค์ หากแต่ทรงตั้งพระราชหฤทัยถวายไว้เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ แม้การสถาปนาโรงเรียนชั้นอุดมศึกษาเช่นนี้จะเป็นเกียรติยศพิเศษแห่งแผ่นดินใหม่ เป็นปฐมราชกรณียกิจยิ่งใหญ่ที่บังเกิดขึ้น ในระยะเวลาที่เสวยราชย์ได้เพียง ๒ เดือนเท่านั้น แต่ด้วยพระราชหฤทัยกตัญญูกตเวที กลับมิได้ทรงพระราชปรารถนากิตติศัพท์ส่วนพระองค์ หากทรงยกถวายไว้ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระปิยมหาราช ทั้งยังพระราชทานพระราชทรัพย์ เป็นทุนประเดิมมหาศาลที่เหลือจากการสร้างพระบรมรูปทรงม้า พระราชทานที่ดินอันกว้างใหญ่ไพศาลนับพันไร่ พระราชทานพระบรมราโชบายและบุคลากรเพื่อการบริหารจัดการ พระราชทานสรรพสิ่งซึ่งจะลงหลักปักฐาน เป็นมหาวิทยาลัยต่อไปในอนาคตกาล

​ตราบกระทั่งวันที่ ๒๖ มีนาคม เมื่อ ๑ ศตวรรษก่อน มหาวิทยาลัยแห่งแรกของกรุงสยามจึงได้รับพระราชทานพระมหากรุณาให้เริ่มต้นหยัดยืน ทรงใช้คำในพระบรมราชโองการประกาศว่า ทรง “ประดิษฐานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” คำว่าประดิษฐานนั้นแปลว่าตั้งให้ยืนหยัดขึ้นพร้อมที่จะออกเดินหน้าต่อไป ขอให้พึงสังเกตอีกครั้งว่าแม้วาระที่จะออกพระปรมาภิไธยในรัชกาลที่ ๖ เพื่อเป็นพระเกียรติยศจำเพาะพระองค์ได้ชั่วกัลปาวสานก็กลับไม่ทรงกระทำ ยังคงทรงออกพระปรมาภิไธยสมเด็จพระบรมชนกนาถอีกตามเคย ผู้คนทั้งหลายทุกวันนี้ เมื่อเอ่ยถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็คงระลึกถึงสมเด็จพระปิยมหาราชเป็นต้น เฉพาะผู้ทราบประวัติถ่องแท้จริงๆ จึงจะระลึกถึงสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าเป็นลำดับต่อมา

​หลายท่านคงเริ่มสงสัยว่า อาตมภาพย้ำเตือนเช่นนี้ซ้ำๆ ต่อท่านทั้งหลายด้วยเหตุใด ขอเฉลยว่า เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานแห่ง “ความกตัญญูกตเวที” คำว่ากตัญญูคือรู้คุณท่าน คำว่ากตเวทีคือสนองคุณท่าน สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าทรงสนองพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชบุพการีที่ทรงพระราชปรารภจะให้มีมหาวิทยาลัย แม้การไม่ทันสมพระราชประสงค์ก็สิ้นรัชกาลที่ ๕ เสียก่อน แต่สมเด็จพระบรมราชโอรสก็ไม่ทรงละเลยที่จะสืบสานพระบรมราชปณิธานเพื่อประชาชนชาวสยาม จึงทรงเจริญรอยตามพระยุคลบาท ทรงพากเพียรฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคนัปการ อันกีดขวางการมีมหาวิทยาลัยให้พ้นผ่านไปได้ จนก่อร่างสร้างเป็นสถาบันอันมีเกียรติยศใหญ่เช่นนี้ในบัดนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่ทรงพระราชประสงค์ให้ใครมายกย่องสรรเสริญพระองค์ แต่ทรงพร้อมจะประกาศให้เป็นปิยมหาราชานุสรณ์สืบไป นาม “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” จึงมีความหมายลึกซึ้งและสูงส่งยิ่งนัก ทั้งในด้านที่มาและด้านอุดมการณ์

​หากว่าท่านทั้งหลาย ปรารถนาจะได้รับมงคลพรให้บังเกิดแก่ตนและบังเกิดแก่มหาวิทยาลัยของท่าน ขอท่านจงพินิจพระราชจริยาสัมมาปฏิบัติของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ผู้ทรงประดิษฐานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไว้ดีแล้วเมื่อร้อยปีก่อน พระองค์ทรงพระกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระบรมชนกนาถอย่างไร ขอท่านทั้งหลาย จงมีความกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าอย่างนั้น พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ไว้ด้วยลักษณะปิดทองหลังพระ ไม่มีพระราชประสงค์เพื่อออกพระนามของพระองค์เอง แต่กลับมีพระราชประสงค์เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติไทย เพื่อกุลบุตรกุลธิดาถึงพร้อมด้วยปัญญา เพื่อเชิดชูพระปรมาภิไธยของสมเด็จพระปิยมหาราชอย่างไร ขอท่านทั้งหลายจงมีอุดมการณ์เต็มเปี่ยมในการประกอบกิจการงานและการศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยนี้ อย่างนั้นเถิด

​สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานพระพุทธานุศาสนีสั่งสอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ปรารถนาจะทราบว่ามงคลที่แท้เกิดขึ้นได้อย่างไรไว้ถึง ๓๘ ประการ แต่ในโอกาสนี้ มี ๒ ประการ ที่อาตมภาพขอเชิญมากล่าวต่อทุกท่าน ไว้ให้ปรากฏแจ้งชัดแก่ใจ กล่าวคือ การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เป็นมงคลอันอุดม สถาน ๑ และความกตัญญู เป็นมงคลอันอุดม อีกสถาน ๑

​ขอท่านทั้งหลายจงบูชาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความสมัครสมานสามัคคี และด้วยความขยันหมั่นเพียรต่อการงานและการศึกษาเล่าเรียน ขอท่านทั้งหลายจงกตัญญูรู้คุณของทั้งสองพระองค์ ตลอดจนบุพการีและบูรพาจารย์  ผู้มีพระคุณต่อมหาวิทยาลัย ด้วยการสืบสานพระบรมราชปณิธานและปณิธานทั้งนั้น เพื่อสร้างปัญญาชน และสร้างแผ่นดินไทย ให้เป็นแผ่นดินแห่งความรู้คู่คุณธรรม เพื่อบ้านเมืองของเราจะได้ดำเนินรุดหน้าไปบนหนทางของความดีงาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างสิ่งวิเศษที่คนทั้งหลายไม่เคยคิดว่าจะเกิดมีขึ้นบนแผ่นดินไทยได้ ให้บังเกิดขึ้นแล้วบนแผ่นดินนี้ นั่นคือมหาวิทยาลัย ฉะนั้น ความผาสุกยั่งยืนของโลกนี้ก็อาจเริ่มต้นขึ้นได้จากคนไทย และจากแผ่นดินไทยได้ดุจกัน ขออย่านึกปรามาสตนเองว่าไม่อาจทำสิ่งอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้ เพราะเท่ากับว่าท่านทั้งหลายกำลังหยุดก้าวเดินจากจุดเริ่มต้นที่ทรงประดิษฐานไว้อย่างดีแล้วเมื่อร้อยปีที่ล่วงมา

​ขอจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจงวัฒนาสถาพร เป็นบ่อเกิดแห่งความงอกงามไพบูลย์ ตลอดจำเนียรกาลประวัติ สมดั่งมนัสจำนงหมายของชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้มุ่งมั่นเจริญรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระปิยมหาราช และสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า สืบไปตราบนิรันดร เทอญ.

​​​​​​​​ขออำนวยพร

Monday, March 20, 2017

สุขภาพ นวด ฝ่าเท้า

จาก พท. สุนทรี 

"สุขภาพของมนุษย์"        ขึ้นอยู่กับการไหลเวียนที่ดี ของกระแสเลือดน้ำเหลือง และกระแสประสาท ร่างกายของเราเหมือนเครือข่ายการไหลเวียนที่ซับซ้อน และละเอียดอ่อนทุกส่วนเชื่อมโยงประสานงาน โดยเฉพาะเท้า เป็นช่องทางไหลเวียนขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับร่างกาย โอกาสที่จะอุดตันจากของเสียต่างๆ จึงเกิดได้ง่าย  หากไม่ขยับขยายช่องทางที่อุดตัน    ก็จะส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ เป็นลำดับต่อเนื่องกันไป จนส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ธรรมชาติให้เราเดินเท้าเปล่าสัมผัสพื้นดิน ซึ่งการเดินบนทาง ที่มีกรวดหินกิ่งไม้ใบไม้จะช่วยกดนวดขยับขยายช่องทางไหลเวียนโดยอัตโนมัติ

แต่ชีวิตคน ยุคนี้ เราเดินอยู่บน รองเท้า หรือ พื้นอาคารเรียบๆ และไม่ได้สัมผัสพื้นดินเลย     หากคนดูแลสุขภาพ ไปรับการบีบนวด เพื่อขยับขยายช่องทางไหลเวียนในเท้าได้บ่อยๆ สุขภาพก็ดีกว่าคนที่ไม่ได้ บีบนวดบ้าง

แต่จะมีสักกี่คนโชคดีแบบนั้น และมีสักกี่คนที่พูดได้เต็มปากว่า  “ฉันสุขภาพดี”

    แช่เท้าในน้ำอุ่นช่วยได้อย่างไร?

    น้ำอุ่นๆ จะช่วยให้ช่องทางต่างๆ ขยายตัว ของเสียที่อุดตันช่องทางอยู่จึงมีโอกาสหลุดออก ทำให้ช่องทางไหลเวียนสะอาดโล่งขึ้นทุกครั้งที่แช่เท้าในน้ำอุ่นๆ     ยิ่งหากบีบนวดไปด้วย ก็ยิ่งทำให้เท้า กลับมาเป็นช่องทางไหลเวียน ที่ดีขึ้นโดยเร็ว เราก็มีสุขภาพ ดีขึ้นโดยเร็วได้
  
    แช่เมื่อไหร่ดี

      แนะนำให้แช่เท้าในน้ำอุ่น สัก 5-10นาที "ก่อนนอนทุกคืน" คุณจะหลับสบาย หลับลึก และไม่ต้องใช้วิธีนับแกะ หรือ ยาเคมีที่มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพคุณในระยะยาว
      แช่เท้าเสร็จแล้วไม่ควรทำกิจกรรมอื่นใด เช่น ทำงานหรือดูทีวี ควรเข้านอนทันที ลงทุนแช่เท้าในน้ำอุ่น 5-10นาที แลกกับการหลับสบายหลับลึก

    จำเป็นต้องบีบนวดหรือใส่เกลือไหม?

     น้ำเกลือ ช่วยดูดซับ ประจุเสียจากร่างกายได้เทียบเท่า กับการที่เราสัมผัสพื้นดินด้วยเท้าเปล่า แนะนำให้ทำสัปดาห์ละ1-2 ครั้ง ใส่เกลือ 1-2 ช้อนชาต่อน้ำแช่เท้า 1 กะละมัง ก็เพียงพอการบีบนวดช่วยให้ของเสียอุดตันหลุดง่ายขึ้น เหมือนขุดลอกคูคลองให้น้ำไหลสะดวกขึ้น แต่หากบีบนวดไม่สะดวกเพราะติดว่าคุณอ้วนหรือเอวตึงขาตึงก็ขอให้แช่เท้าในน้ำอุ่นจัดสักหน่อย

   ขั้นตอนการบีบนวด มีดังนี้

1. สัน ด้านข้างเท้าด้านในเป็นแนวกระดูกสันหลัง บีบนวดไล่จากสันเท้าขึ้นไปถึงนิ้วหัวแม่เท้า เทียบเท่าการดูแลกระดูกสันหลังจากก้นกบขึ้นไปถึงศีรษะ จะช่วยให้ทุกๆ ระบบซึ่งเชื่อมต่อกับกระดูกสันหลังทำงานดี

2. จับนิ้วเท้าแต่ละนิ้ว โยกซ้าย-ขวา-ขึ้น-ลง-หมุนๆไป-หมุนๆกลับ เทียบเท่ากับหมุนคอช่วยให้ส่งเลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น

3. งอนิ้วล้วงจากโคนนิ้วเท้าขึ้นมาปลายนิ้วทุกนิ้ว เทียบเท่ากับการนวดคอและท้ายทอย ทำให้เลือดไปเลี้ยงจมูก ตา หู มากขึ้น

4. นวดหลังเท้าและข้อเท้า เทียบเท่ากับนวดกล้ามเนื้อ, เส้นเอ็น, ต่อมน้ำเหลืองของร่างกายด้านหน้าและเอว

5. นวดฝ่าเท้า ส่วนที่ชิดโคนนิ้วเท้า เท่ากับนวดบ่า ส่วนกลางเท้า คือ ระบบอวัยวะภายในช่องอก ช่องท้องช่วยให้การย่อยอาหารและขับถ่ายดีขึ้น

6. นวดข้างเท้าด้านนอก เทียบเท่ากับนวดแขนขา นวดใต้ตาตุ่ม ช่วยให้ข้อสะโพกสบายขึ้น

7. นวดบริเวณด้านข้างของส้นเท้า ทั้งด้านนอกและด้านใน ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนทั้งเพศชายและเพศหญิง สำหรับผู้ที่เข้าวัยทอง

     คุณจะได้พบกับสุขภาพที่ดี จากการแช่เท้าในน้ำอุ่น ก่อนนอนทุกคืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดี อายุยืนนาน...

ขอขอบคุณ พท. สุนทรี สมาชิกกลุ่ม วิดยา14ฯ ที่นำความรู้นี้มาเผยแพร่

Wednesday, January 25, 2017

ความรู้ยาไทย

ความรู้ยาไทย
พท. (แพทย์แผนไทย) สุนทรี พีรกุล  และกลุ่มวิดยา๑๔จุฬาฯ

หลักโภชนาการ กล้วยน้ำว้ามี วิตามินซี จึงเสริมช่วยรักษาไข้หวัดได้ อาหารต้องห้ามคืออาหารมีฤทธิร้อน เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ กระเพรา กระชาย เป็นต้น

หวัดน้ำมูก เสมหะมาก ไข้ต่ำๆ ให้กินอาหารฤทธิร้อน โดยเฉพาะ น้ำขิง จะลดน้ำมูกดีมาก

ถ้าน้ำขิงผสมยาหอม จะแก้ไข้หัวลมหรือไข้เปลี่ยนฤดูได้ดี

ความหมายของไข้ 2 ชนิดนี้คือ อาการเริ่มต้นเมื่ออากาศเปลี่ยนฤดู ทำให้ร่างกายต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมากับฤดูกาลใหม่ ระยะไข้นี้ก่อนพัฒนาสู่การติดเชื้อ เป็นการสร้างภูมิของร่างกาย

ทำไมน้ำมูกและเสมหะมากเพราะภายในร่างกายเกิดภาวะธาตุไฟหย่อน คุมธาตุน้ำให้สมดุลไม่ได้ ธาตุน้ำจึงกำเริบ วิธีแก้กินอาหารฤทธิร้อนเพิ่มไฟธาตุ ถ้าไข้สูงห้ามกิน

ความรู้ที่คนในสังคมไทยขาดหายไปคือความรู้การดูแลสุขภาพเบื่องต้นด้วยสมุนไพรซึ่งบรรพบุรุษเรามีความรู้นี้

ปัจจุบันเราถูกสอนว่าป่วยหาหมอฝรั่ง

หมอคนแรกคือตัวเรา เรียนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของร่างกายตัวเอง และปฏิบัติตัวให้เหมาะกับร่างกาย การเจ็บป่วยก็ลดลงหรือไม่ร้ายแรง

ร่างกายแต่ละคนต่างกันเพราะมีธาตุเจ้าเรือนต่างกัน

เสริม อาหารต้องห้ามไมเกรน เนื้อวัว หน่อไม้ อาหารหมักดอง และปลาหนังคือปลาที่ไม่มีเกล็ด ที่เด่นๆคือปลาดุก

ผมคัดมาจากการความรู้ของคุณหมอสุนทรี พีรกุล ที่กรุณาสละเวลามาตอบในกลุ่มไลน์  ขอขอบคุณเอาไว้ ณ ที่นี้ด้วย

Saturday, January 7, 2017

ไมเกรน ยาไทย

ไมเกรน
โดย สุนทรี วิดยา๑๔จุฬาฯ

สาเหตุไมเกรนเกิดที่กล้ามเนื้อบริเวณบ่าชิดต้นคอแข็งเกร็งทำให้การเคลื่อนของธาตุลมขึ้นหัวผันผวน ปวดขมับ ลมพัดเข้าตาปวดกระบอกตา เวียนหัวถ้าอาเจียนก็เป็นการปรับความดันลม เคยรักษาผู้ป่วยโดยการกัวซาที่บ่า ขับพิษออกจากกล้ามเนื้อบ่า กินยาสมุนไพรช่วยขับพิษและบำรุงเส้นเอ็นให้ยืดหยุนดีและขับเลือดลมให้ไหลเวียนดี ก็ได้ผลดี บ่าที่แข็งเกร็งใช้วิธีนวดก็ได้

ฝังเข็มก็น่าจะได้แต่ต้องร่วมกับยาสมุนไพร ยาสมุนไพรจีนก็ได้

กัวซาเริ่มต้นคอซ้าย ลงข้างกระดูกสันหลังถึงเอว จนเกิดสีแดงไม่จำเป็นต้องเกิดผื่น เพราะกัวซาเพื่อกระตุ้นเส้นลมปราณให้เลือดไหลเวียนดี ต่อไปกัวซาบ่าซ้ายเริ่มต้นที่ต้นคอขูดไปทางไหล่ซ้ายจนเกิดผื่นแดง(พิษถูกขับออก) หยุดขูด ต่อไปขูดจากไหล่ลงล่างแนวสะบัก จบด้านซ้ายก็เริ่มด้านขวาเหมือนซ้าย ทุกครั้งให้เริ่มซีกซ้ายก่อน ข้อควรระวังเมื่อเกิดผื่นต้องหยุดขูดมากเกินเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังจะแตก

ยาสมุนไพรขับพิษเส้นเอ็นชื่อ เถาวัลย์เปรียง ยาบำรุงเส้นเอ็นขับเลือดลม ชื่อยาโคคลานตำรับมีสมุนไพร 6 ชนิดรวมกัน ยาสามัญที่ช่วยขับลมขึ้นหัวที่ดีมากคือ ยาหอม ซึ่งมีหลายชนิด ชื่อยาหอมนวโกฐ เน้นเลือดไหลเวียนดี ยาหอมเทพจิตเน้นบำรุงหัวใจ  ทั้ง 2 ชนิดอภัยภูเบศวร์  มีจำหน่าย

แผ่นขูดควรใช้ แผ่นหินหรือหยกหรือ เขาสัตว์เพราะวัสดุเหล่านี้ เย็นดับพิษร้อน

เขางัว แซนวิทแนะ

ใช้สิ่งที่มีไปก่อน ค่อนๆหาสิ่งที่ดีกว่า วิชานี้หมอพื้นบ้านไทยทางภาคเหนือก็มีวิชานี้เรียกว่า เช็ดแหก แพร่หลายทางเหนือ

กัวซาแก้ปัญหาฉุกเฉิน ถ้าไม่เพิ่มธาตุลมในเส้นเอ็นก็จะกลับมาตึงแข็งอีกเมื่อใช้งาน

เถาวัลย์เปรียงหาซื้อง่ายมีหลายบริษัททำขาย แต่มียาอีกกลุ่มที่ทำขายทั่วไปไม่ได้ เป็นยาเฉพาะ หมอแผนไทยใช้ การเรียนแพทย์แผนไทยบังคับต้องเรียนเภสัชกรรมไทยก่อนเรียนเวชกรรมไทย โคคลานตำรับเป็นยาเฉพาะหมอใช้

โคคลานตำรับไม่ใช่ยาเดี่ยว มีส่วนผสมของสมุนไพร 6 ชนืด

กัวซาแล้วกินยาหอมนวโกฐ

กัวซาแล้วต้องรอให้ผื่นแดงหายก็กัวซาซ้ำได้ หลังกัวซาเว้น 2 ชั่งโมงค่อยอาบน้ำ กินน้ำอุ่นหลังกัวซา 1 ถ้วย

แกนหัวใจเอียง เทพจิต ไม่ใช่ทิพยโอสถ

Saturday, January 16, 2016

วันครู

วันครู
คุณครูแดง ชมดี

คุณครูแดง ชมดี ท่านมีบุณคุณกับผมมาก ท่านสอนวิชาเรขาคณิตซึ่งนับว่า "หิน" เอาการเมื่อราวๆปี พ.ศ 2510

วันหนึ่ง ท่านสอนทฤษฎีบท พอสอนเสร็จ ก็ให้นักเรียนทำการบ้านแล้วบอกให้เอามาส่งภายในชั่วโมงเรียนนั่น

ผมน้่งคิด นั่งเขี่ยๆ คิดยังไงก็เขียนไม่ออก ขณะที่เพื่อนๆเล่นกันหลังห้อง

คุณครูท่านน้่งจ้องผมอยู่ แล้วเรียกผม ผมงงงๆ ท่านสำทับซ้ำเลยเดินไปหาท่านที่หน้าห้อง ฟังท่านอธิบายซ้ำ เลยเข้าใจ หลังจากนั้นมาก็ "เป็น" ไม่หายเลย

ท่านยังแนะอีก ไอ้พวกที่เล่นๆนั้นหลายคนเก่งมึงไปคบมันไว้แล้วพยายาม "ตีเสมอ" (คือขอความรู้จากเพื่อน) อย่าอวดดีอวดเก่งกับพวกมัน

เพื่อนๆส่วนใหญ่เป็นคนจีนกัน เก่งๆทั้งนั้น พวกเขาไม่ยอมเรียนต่อกันแต่ประกอบสัมมาอาชีพของครอบครัวต่อไป

ผมได้ความรู้จากเพื่อน และเริ่มเรียนดีขึ้นหลังจากนั้นมา ...

ระบายถึงพระคุณของครูหน่อย เอ้ย ครูแดง ชมดี สักนิดเถอะ อย่าว่ากันเลย คุณครูมีหลายท่าน ล้วนแล้วแต่ดีดีและมีบุญคุณกับผมทุกท่าน

คุณครูแดง ชมดี

Friday, January 1, 2016

ปีใหม่ ชีวิตใหม่

เริ่มต้นอีกครั้ง

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ขออาราธนาคุณพระรัตนตรัย
พระคุณแห่งมารดาบิดาครูบาอาจารย์
พระคุณแห่งศีล กุศลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม
แลสัจจะของผมที่ว่าไม่ขอรับมรดก แต่จะมอบให้พี่ๆที่ส่งเสีย ให้เรียนจนจบปริญญาตรี จากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย จงดลบันดาลให้ท่าน พบแต่ความเจริญ พ้นจากภยันตรายของคนพาล มีความสุข สงบ ทุกทิวาราตรี ดั่งพระพุทธมนต์

สกฺกตฺวา พุทฺธรตนํ โอสถํ  อุตฺตมํ วรํ โหตุ
สกฺกตฺวา ธมฺมรตนํ  โอสถํ อุตฺตมํ วรํ โหตุ
สกฺกตฺวา สงฺฆรตนํ  โอสถํ อุตฺตมํ วรํ โหตุ

เทอญ

Wednesday, November 6, 2013

เสียงข้างมาก

หุงข้าว
ใครๆก็หุงได้ และก็หุงแบบเดียวกันทุกคน
จะมาอ้างว่า ได้รับหน้าที่หุงข้าวแล้ว ใครอย่ามาขวาง แบบนั้น ไม่ได้ดอก เพราะ เขารู้ว่าท่านเอายาพิษใส่ไว้ในข้าวที่ท่านหุงให้กินนั้นแล้ว เขาก็ไม่ยอมให้ท่านหุงข้าวเป็นอันเด็ดขาด

ฉันใดก็ฉันนั้น คนที่มีสติ มีปัญญานั้น ยังมีอยู่ เขารู้เท่าทันท่าน เขาจึงคัดค้าน พ.ร.บ นิรโทษกรรม ที่ท่านและพรรคการเมืองของท่าน อาศัยเสียงข้างมากไปแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ ออกกฏหมายฉบับนี้ออกมา

หยุดซะน่ะ หาไม่แล้ว ประตูมหานรก ขุมอเวจี กำลังรอท่านอยู่

Monday, October 28, 2013

TeX และ ตาราง

มูลเหตุ ที่ต้องทำเอกสารขึ้นมา เพราะ ขี้เกียจทำกับมือ ซึ่ง งานแบบนี้แหละ คอมพิวเตอร์ถนัดนัก ก็แค่ตารางบวกเลข 0-9 ที่จับมาสุ่มบวกกันเองเข้า เท่านั้นแหละ  รวมแล้วก็ ๑๐๐ คู่ที่จับมาบวกกัน แล้วก็ สุ่มจับมาด้วย ซึ่งอันหลังนี้เองที่วุ่นวายหากทำกับมือ

แก้ปัญหาสุ่มจับมาด้วยโปรแกรมภาษา C ที่เขียนมา, วิ่งผ่าน cygwin บน windows XP, แล้วพิมพ์ออกมา ซึ่งแรกๆนั้นกลับ copy & paste มาลงใน template ของ MikTeX

ทำเองสองสามครั้งเข้า ชักขี้เกียจและฉลาดขึ้น เลยแก้ตัวโปรแกรมภาษา C นั้น ให้พิมพ์ส่วนที่ MikTeX ต้องการใช้มาด้วยซะเลยทีเดียว งวดนี้ พอ cut แล้วนำมา paste ให้ถูกช่อง ก็ได้ตารางออกมา ตารางที่ generate ออกมายังไงก็ไม่มีเหมือนกัน รับประกันว่า เด็กๆขืนลอกกันเองเข้าก็ทำผิดเท่านั้นเอง

ข้างล่างนี้คือ template สำหรับใช้งานด้วย TeX ผ่าน MikTeX และตรงที่ต้องนำมา paste นั้นก็ high light เอาไว้ให้แล้วด้วย คงพอดูออก

% !TEX TS-program = pdflatex
% !TEX encoding = TIS-620 Unicode


\documentclass{article} % use larger type & default would be 10pt

\usepackage[thai]{babel}

\usepackage{amsmath}
\usepackage{amsfonts}
\usepackage{amssymb}


%%% PAGE DIMENSIONS
\usepackage{geometry} % to change the page dimensions
\geometry{a4paper} % or letterpaper (US) or a5paper or....

\usepackage{graphicx} % support the \includegraphics command and options

%\usepackage[parfill]{parskip} % Activate to begin paragraphs with an empty line rather than an indent

%%% PACKAGES
\usepackage{booktabs} % for much better looking tables
\usepackage{array} % for better arrays (eg matrices) in maths
\usepackage{paralist} % very flexible &customisable lists (eg. enumerate/itemize, etc.)
\usepackage{verbatim} % adds environment for commenting out blocks of text &for better verbatim
\usepackage{subfig} % make it possible to include more than one captioned figure/table in a single float
% These packages are all incorporated in the memoir class to one degree or another...

%%% HEADERS & FOOTERS
\usepackage{fancyhdr} % This should be set AFTER setting up the page geometry
\pagestyle{fancy} % options: empty , plain , fancy
\renewcommand{\headrulewidth}{0pt} % customise the layout...
\lhead{}\chead{}\rhead{}
\lfoot{}\cfoot{\thepage}\rfoot{}

%%% SECTION TITLE APPEARANCE
\usepackage{sectsty}
\allsectionsfont{\sffamily\mdseries\upshape} % (See the fntguide.pdf for font help)
% (This matches ConTeXt defaults)

%%% ToC (table of contents) APPEARANCE
\usepackage[nottoc,notlof,notlot]{tocbibind} % Put the bibliography in the ToC
\usepackage[titles,subfigure]{tocloft} % Alter the style of the Table of Contents
\renewcommand{\cftsecfont}{\rmfamily\mdseries\upshape}
\renewcommand{\cftsecpagefont}{\rmfamily\mdseries\upshape} % No bold!

%%% END Article customizations

%%% The "real" document content comes below...
\title{ตารางบวกเลข}
\author{ลุงตึ๋ง}
%\date{} % Activate to display a given date or no date (if empty),
         % otherwise the current date is printed 
\date{16 ตุลาคม พ.ศ. 2556}
\begin{document}
\maketitle

\section{ตารางรวมเลข} ตัวเลข 0 -- 9 สุ่มมาผลิตเป็นตารางสำหรับทดสอบความถูกต้อง และ ความเร็วในการบวกเลข
%% ตรงนี้ สำหรับนำมา paste
\tableofcontents
\end{document}

จบเท่านี้

ใครที่คิดว่าบวกเลขหลักเดียว 0-9 นั้นง่าย ไม่เถียงดอก แต่ขอได้ไหมว่า 
  1. อย่าผิดแม้แต่ข้อเดียว
  2. ทำให้เร็วที่สุด น้อยกว่า ๓๐๐ วินาฑีได้ ยิ่งดี เพราะเด็กที่ฉลาดและเก่งนั้น พอนับ หนึ่ง สอง พวกก็ตอบออกมาแล้ว ก็ราวๆ ๓๐๐ วินาฑีเมื่อรวมทุกข้อ
ขอแค่ ๒ อย่างนี้เท่านั้นแหละ
งวดหน้า จะสั่งให้โปรแกรม เขียนเอกสารนี้ออกมาเองทั้งหมดเลย โดยไม่ต้อง cut & paste เอา

ข้างล่างนี้คือเอกสารที่พิมพ์ออกทางกระดาษ A4 หลังจากที่ MikTeX process แล้วได้แฟ้ม .pdf ออกมา แล้วมอบให้เด็ก ทดสอบความสามารถของเขาเอง
แบบทดสอบการบวกเลข

ตั้งใจจำทำให้เพื่อน freshy วิดยา 14 ที่จากไปเมื่อต้นเดือนนี้ แต่ก็ไม่ทัน ถึงอย่างนั้นก็ขออุทิศความดีอันนี้ให้กับเพื่อนที่จากไป ส่วนข้อผิดพลาดขาดตกบกพร่องอันใด มะไฟ ขอน้อมรับไว้แต่ผู้เดียว

สำหรับตัวโปรแกรมภาษา C นั้นต้องแก้ entities ให้ html เขาพิมพ์ออกมาให้ถูกต้องไวยากรณ์ของภาษา C ที่ออกจะวุ่นวายอยู่ ยังไงหากสงสัย หรือ เห็นว่าคลาดเคลื่อนประการใด ถามมาได้ครับ ยินดีตอบเสมอ ข้างล่างนี้ครับ ตัวโปรแกรม

เริ่ม

#include <stdio.h>
#include <stdlib.h>
#include <time.h>

static unsigned long kseed=1;
time_t *mtp;

main()
{
int *left, k, r,j, tmp;
int *right,l,m,n;

left = (int *)malloc(10*sizeof(int));
right = (int *)malloc(10*sizeof(int));
for(k=0;k<10;k++) {
*(left+k)=k;
*(right+k)=k;
}

/*
 * I got this code from forums.freebsd.org http://forums.freebsd.org/showthread.php?p=236648#post236648
 */

srand((unsigned int)time(0));
for(k=0;k<10;k++){
r=rand()%10;
tmp = left[k];
left[k] = left[r];
left[r] = tmp;

/*
 * srand() and rand() here make somewhat good result
 */

srand((unsigned int)time(0));
r=rand() % 10;
}
srand((unsigned int)time(mtp));
for(k=0;k<10;k++){
l=rand()%10;
tmp = right[k];
right[k] = right[l];
right[l] = tmp;
}
printf("\n\\par");
for(n=0;n<10;n++)
printf(" %d ",*(left+n));
printf("\n\\par");
for(n=0;n<10;n++)
printf(" %d ",*(right+n));
printf("\n\n\\par Start at\\space\\space\\space:\\space\\space\\space:\\space\\space\\space\\par \n");
printf("\\begin{tabular}{|l|l|l|l|l|l|l|l|l|l|}\n\\hline\n");
for(l=0;l<10;l++) {
for(m=0;m<10;m++)
printf("%d+%d=\\space\\space\\space%c",*(right+l),*(left+m),(m<9)? '&' : ' ');
printf("\\");
printf("\\\n");
}
printf("\n\\hline\n\\end{tabular}");
printf("\n\n\\par Stop at\\space\\space\\space:\\space\\space\\space:\\space\\space\\space\\par \n");
free((int *)left);
free((int *)right);
}

จบเท่านี้ครับสำหรับ code ส่วนที่ว่ามันดูเปรอะไปนั้น ขออภัยจริงๆครับ

ขอบคุณ ที่สละเวลามาอ่าน

Saturday, September 28, 2013

การศึกษาชาติ

เด็กไทย
ผลการเรียน ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ต่ำกว่า ร้อยละ ๕๐  ก็ประมาณ ร้อยละ ๔๐ ต้นๆ
ได้ดีแค่ภาษาอังกฤษ 60% กลับภาคภูมิใจที่หลานเหลนเรียนได้แค่นี้

....ทำไม ทั้งประเทศเขาก็ได้กันแบบนี้ ...

ก็เรื่องของคนอื่น 
แต่หลานกูเรียนได้ผลแค่นี้ กูไม่พอใจดอก

เคยดูเด็กทำการบ้าน คณิตศาสตร์ 
เด็กบอกว่า ครูให้ลอกสูตรคูณแม่สองถึงแม่เก้า
แล้วหนูท่องได้หมดมั้ย
เด็กมันก็อึกอักๆ แล้วตอบอย่างไว้เชิง
... ได้ไม่หมดค่ะ...

เด็กสมัยนี้ ก็คงลามปามไปถึงโรงเรียนและที่บ้านด้วยแหละ

คุณครูครับ ช่วยตอบมาทีซิว่า ไอ้การที่ยึดหนังสือไว้ที่โรงเรียนหลังเลิกเรียนแล้วนี่ เด็กได้อะไร
คุณครูครับ ช่วยตอบผมที ทำไมสอนเด็กให้โง่ลงโง่ลงๆยังงี้ได้ยังไง

อีกตัวอย่างหนึ่ง แค่ 357 / 70 เด็กก็บอกทำไม่ได้
สูตรคูณแม่เจ็ดสิบท่องได้มั้ยครับ
ไม่ได้ค่ะ
งั้น เอางี้ ทำตามนี้น่ะ
  70 - 1
140 - 2
210 - 3
280 - 4
350 - 5
420 - 6

คือ ตั้งเลข 70 ไว้อีกฝั่งของเครื่องหมาย - แล้ว ตั้งเลข 1 ไว้อีกฝั่ง
เอาทั้งสองฝั่ง บวกตัวเองเข้า ได้บรรทัดที่สอง
เอาบรรทัดแรก บวกบรรทัดที่สอง ได้บรรทัดที่สาม
บรรทัดที่สี่นั้น เลือกเอาว่า จะเอาบรรทัดที่สาม บวกกับบรรทัดที่หนึ่ง หรือแค่เอา 2 คูณบรรทัดที่สอง
บรรทัดที่ห้า ดูว่า บรรทัดที่สอง บวกกับ บรรทัดที่สาม ง่ายที่สุด
เท่านี้ก็ได้สูตรคูณแม่เจ็ดสิบมาแล้ว
จากโจทย์ใช้สูตรคูณทำมือนี้ ก็ได้ผลลัพธ์ ๕ เศษ ๗
ทำไมต้องไปท่องสูตรคูณให้มากมาย แค่บวกเลข ไม่ให้ผิดและเร็ว ก็พอแล้ว สำหรับสูตรคูณทุกๆแม่

เคยให้เด็กบวกเลข เลขหลักเดียวนี่แหละ จาก 1 ถึง 9 เอามาบวกกันเองเข้า

พอเจอตัวแรก 1+1 พวกหัวร่อกันทุกคน
แต่พอได้ยินคำสั่ง 
บวกอย่าให้ผิด และ เร็ว 
พวกก็อึ้งไปซะส่วนมาก และ ไม่มีเลยที่จะไม่ผิด ผิดกันทุกคน ไม่อันใดก็อันหนึ่ง

ก็ไม่แปลกใจดอก ผลสำรวจ ออกมาว่าในอาเซียน ไทยเกือบรั้งท้าย เพราะถามลูกๆที่มาร่ำเรียนด้วย ก็บอกว่า คะแนนเต็มร้อย ได้เกิน ๕๐ ไปนิดหน่อย แต่ได้เกรดสี่ยังไงไม่รู้
ก็ไม่แปลกใจดอก ที่ สสวท ซื้อ The Geometer's Sketpad ไปให้โรงเรียนแล้วหากอยากใช้ ต้องจ่ายสองล้านบาท เพราะครูท่าน มักง่าย ไม่ยอมยาก ไม่ยอมลำบากเองบ้าง เอาแต่เงินซื้อของมาใช้ ผลที่ได้ เด็กๆถึงได้โง่รั้งท้ายอาเซียน

คุณครูครับ ช่วยตอบมาทีซิว่า ไอ้การที่ยึดหนังสือไว้ที่โรงเรียนหลังเลิกเรียนแล้วนี่ เด็กได้อะไร
คุณครูครับ ช่วยตอบผมที ทำไมสอนเด็กให้โง่ลงโง่ลงๆยังงี้ได้ยังไง
คุณพ่อ/คุณแม่ครับ ภาคภูมิมากนักหรือครับ ที่ลูกของท่านได้คะแนนภาษาไทยไม่ถึงครึ่ง

View My Stats

ฅ ร ม ๓