Showing posts with label ไหมพรม. Show all posts
Showing posts with label ไหมพรม. Show all posts

Tuesday, January 6, 2009

หริภุญไชย ๑๐ วัน(๓) : อรุณสวัสดิ์ เกาะเกร็ด


อากาศยามเช้าที่เกาะเกร็ด สดชื่นดีมาก โดยเฉพาะหนาวนี้ ลมจากแม่น้ำเจ้าพระยา โชยเอื่อย ทำให้อยากหายใจเข้าไปเก็บไว้ให้หมด แล้วค่อยๆขยักออกมาหายใจเข้าไปทีละนิดๆ เหมือนพวกเคี้ยวเอื้องยังไง ยังงั้นเลย

คาดเดาเอาว่า อีกไม่กี่วัน อากาศดีๆสดๆอย่างนี้ คงไม่มีอีกแล้ว ถึงได้คิดออกมาอย่างนี้ไง
มาต่อเอาเมื่อ ๑๒ มค

เช้าวันนั้น เราออกสำรวจรอบๆที่พักตามถนนฃนเดินที่จัดไว้ง่ายๆรอบเกาะ พบว่า ความเป็นอยู่ของผู้คน ยังปกติเหมือนดั่งเช่นเมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน หรืออาจจะถึง ๓๐ ปีก็ได้ สภาพความเป็นอยู่ ยังคงเดิม รูปแบบการดำรงชีวิต เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตามสมัย แต่ จิตวิญญาน ของความเป็นรามัญ ยังไม่เปลี่ยนแปลง

เราลัดตามทางมา พบร้านอาหารที่หมาย เตร่เข้าไปดูก็พบกับความ อิ่ม อร่อยที่เรียบง่าย ในสนนราคาที่ไม่แพงเลย จากนั้นออกเดินต่อ เรื่อยมาผ่านวัดเสาธงทอง แล้วเข้าแวะชมโรงงานปั้นดินเผาพื้นบ้าน ก่อนวัดไผ่ล้อมเล็กน้อย ออกจากโรงงาน มาแวะซื้อหาของฝากกระจุกกระจิก แล้วเลยออกมาหน่อยตีโค้งจะเข้ามาทางวัดปรมัย ๒ สาว เขาขอกลับที่พัก มะไฟ เลยปล่อยพวกเขาไป

ไปกราบหลวงพ่อ ที่วัดเสาธงทอง อนุญาตใจให้ล่องลอย ปล่อยจิตให้สงบ ก็พอจะพบกับ นาม รูป บ้าง พอดี ไหมพรม เธอแจ้งว่าเพื่อนจะขอกลับไปพบเพื่อนอีกคน กะจะไปเที่ยววัดด้วยกัน นัดกันไว้ที่ ... ฯลฯ ก็เลยกลับเข้าที่พัก

พาเพื่อนไปลงเรือที่ท่าวัดปรมัย ขึ้นท่าวัดสนามเหนือ ออกมาทางวัดบ่อ รอรถเมล์ เราแยกกันตรงนั้น แต่ขอเธอว่า หากถึงที่หมายแล้ว ให้แจ้ง ไหมพรม ด้วย เธอรับคำขอนั้นไว้

ไหมพรม ขอพักรอบนเกาะ เพื่อสำรวจหลายสิ่งหลายอย่าง เธอว่าอย่างนั้น ก็ปล่อยให้เธออยู่ตามลำพังบ้าง เพราะเจตนาก็จะให้เธอได้พักให้สบายใจอยู่แล้ว

ส่วน มะไฟ ก็กลับมาสั่งงาน ที่บ้าน ไม่มีอะไรมากเลย แค่เตรียมข้าวสารไว้ให้พอสำหรับ harmonics ระหว่าง ๒๘ ธค ถึง ๕ มค กับ ไข่ไก่ ๑ โหล และสตางค์สักวันละสองร้อยบาท ก็พอ

ก็แค่ว่า ไม่มีอะไรเลยนี่แหละ ครึ่งวันไปแล้ว เลยต้องรีบกลับไปเกาะเกร็ด เพราะห่วงว่า ไหมพรม เธออยู่คนเดียวนานนักก็ไม่ดี

ขึ้นท่าวัดปรมัยแล้วก็เลยทำบุญตรงศาลา แล้วนั่งผ่อนจิตฟังเพลงกล่อมใจ พอดี ไหมพรม เธอแจ้งว่าจะไปพบผู้มีพระคุณ สมัยที่เธอเข้ามากรุงเทพฯ เมื่อหลายปีก่อน จึงต้องขยับขยาย ออกมาไหว้พระในโบสถ แล้วอาศัยเท้า ๒ ข้างของตัวนี่แหละ พากลับมายังที่พัก

จัดกระเป๋าเสร็จ ก็ได้เวลา
เราอำลาที่พักจำเพาะคืนนั้น ด้วยความประทับใจที่ดี และ จะจดจำทุกลมหายใจ ทุกอณูอากาศของที่นี่เอาไว้ ไม่ลืมหรอก เกาะเกร็ดที่รัก

Monday, January 5, 2009

หริภุญไชย ๑๐ วัน(๒)

 
นั่นคือการเริ่มนำเรื่องด้วยการแนะให้จักกับ target หรือ เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ หรือ กลุ่มเป้าหมาย หากจะอ้างอิงภาษาทางด้าน bsc กัน

เมื่อเริ่มกันที่ หริภุญไชย ก็ง่ายในการที่จะปักหมุด ตัวบุคคล และ เวลา

ราวๆต้นปีที่แล้ว หรือ ปลายปีก่อนปีที่แล้ว ต่อต้นปีที่ผ่านมานี้, ๒๕๕๑, รัฐสภา เขาได้จัดค่ายวรรณกรรมประชาธิปไตยขึ้นมา ทำให้ได้มีโอกาสได้รู้จักกับนักเขียนเรืองนามท่านหนึ่ง จาก หริภุญไชย เธอเป็นนักประพันธ์ตัวเล็กๆ มีอาชีพอื่นแล้ว เธอบอกมาอย่างนั้น จะเป็นอะไรก็สุดจะคาดเดา แต่คงไม่พ้นบุพพกรรม ที่เป็นเหตุให้ได้รู้จักกันเป็นที่สุด

ไหมพรม

มาในปีนี้ แม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่งานค่ายวรรณกรรมยังคงดำเนินต่อไป แต่กลับเริ่มไวกว่าปีก่อนนู้น และพอดี มาเผอิญคาบเกี่ยว กันกับ งานกีฬาสี ของ สทน. เข้า ก็เลยมีบันทึกเรื่องราวระทึกขวัญ ประทับใจนี้ขึ้นมา

๒๔ ธ.ค คริ้สมัสอี้ฝ วันดี ที่คู่สมรสหลายคู่ถือโอกาสจัดงาน เลยฉกฉวยโอกาสเป็นแขกร่วมรับเชิญ สำหรับคู่บ่าวสาวน่ารักคู่หนึ่ง ที่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เจ้าบ่าว รึ เจ้าสาวกันแน่ ที่ได้ฉายาว่า กระต่ายเรียกพี่ กับ เต่าเรียกลุง แต่ว่า น่ารักทั้งคู่เลย
๒๖ ธ.ค วันศุกร์สิ้นปี วันดี กีฬาสี สทน. ซึ่ง มะไฟ มีโอกาสเข้าร่วมเล่นเกมส์ กับเพื่อนร่วมงานได้โดยไม่ขัดเขิน หรือ เกี่ยงงอนเรื่อง อายุอานามว่า ใครจะน้อย ใครจะมาก ซึ่งจะว่าไปตามหลักการแล้ว มะไฟ อายุน้อยกว่าเขาเหล่านั้นอยู่บ้าง แม้จะยังไม่ถึงขั้นเทียบชั้นเข้าลำดับทำเนียบ ฅนอายุน้อย ก็ตามที ก็เลยสนุกสนานกับเขาได้เต็มที่

มี ๒ เกมส์ ที่เล่นกับพี่ๆเขาไปโดยไม่รู้เรื่อง ล่าจารชน ที่โดนมอมแป้ง ซะขาวว้อกไปทั้งหน้า ตลอดหัวหู แต่ไม่ถึงคอ เพราะไม่ใช่ core team สมาชิกท่านอื่นในกลุ่ม เขารู้แกว พอรู้ว่าจะโดน ก็พากันหมุบหัวลง มะไฟ คนซื่อ ตีหน้าเหรอหรายืนเซ่อคนเดียว เลยโดนไปเต็มๆ ถึงได้รู้ เลยหดหัวลงตามเพื่อนๆไป
สักพัก รู้สึกว่ากรจู่โจมจะซาลง จึงค่อยๆโหม่หัวยื่นหน้าขึ้นมา มองซ้ายมองขวา ไม่มีใคร เลยทะลึ่งพรวดมาครึ่งตัว ตานี้แหละ ถึงได้รู้ว่า ระเบิดปรมาณู ๒ ลูกที่ ฮิโรซิมา กับ นางาซาหงิ โดนก็คงไม่น้อยไปกว่านี้หรอก

ทั้งน้ำ ทั้งมือ ทั้งแป้ง ทั้งเสียงขู่คำราม
ก็ว่าจะย่อตัว ผลุปหัวลงไป กลับโดนสาดล่างดักไว้

ขวัญระทึกได้โดยไม่ต้องจ่ายตัง จำไว้จำไว้ ปีหน้าฟ้าใหม่ จะไปตั้งหลักแล้วกลับมาเอาคืน {foot notes คติของ ไหมพรม เธอบอกว่า ไม่ยอมงอ ไม่ยอมหัก แต่จะถอยไปตั้งหลักแล้วกลับมาเอาคืน}

เกมส์ที่ ๒ ตัวประกัน งานนี้ ได้พิสูจน์ใจของ กระต่ายเรียกพี่ เต่าเรียกลุง เพราะโชคชะตาเล่นกลเอารึอย่างไรไม่ทราบ ที่ทำให้คู่บ่าวสาวเพิ่งแต่งงนต้องมาเล่นเกมส์นี้ ฝ่ายชายนั่งบนเก้าอี้ โดยฝ่ายหญิงต้องเอาผ้ามัดขาชายติดเก้าอี้ไว้ ทำนองว่า อย่าหนีไปไหนน่ะ ถ้าหากลูกทีมทายไม่ถูก เป็นโดนแน่ ซึ่งก็ยังกับเทพยุดาเบื้องบนจะเป็นใจ ทายไม่ถูก
งานนี้ฝ่ายหญิงถึงกับยกมือไหว้ปะลกๆขอโทษขอโพยฝ่ายชาย แล้วตัดใจ จุด(ประทัด) ระเบิด(ตัวประกัน)ทิ้งไปเสีย
ทั้งคู่ เล่นได้สมบทบาทมาก แม้จะนอกบทไปบ้าง take ซ้ำหลายหนไปหน่อย แต่ก็ทำเอาผู้ชมน้ำตาคลอเบ้า สงสารน่ะ

เลิกงานค่ำนั้น ออกจากองค์รักษ์ได้ ตรงดิ่งไปค้างที่เกาะเกร็ด ก็โชคดีได้พบกับ กำนันม่อย ท่านลงเรือที่ท่าน้ำปากเกร็ด รู้จักได้โดยบังเอิญ ท่านถามว่าจะไปพักที่ไหน อย่างไร ถามซ้ำๆอยู่นั่น
ความที่พูดไม่เป็นหนึ่ง กับ ไม่คิดว่าจะเจอเจ้าถิ่นเข้า และก็ความที่ เราก็ไม่รู้ด้วยว่า จะไปพักที่ไหนบนเกาะ รู้แต้ว่าเจ้าของที่พักโอมสเตย์มีชื่อนั้นๆ ก็บอกท่านไปว่า

ไม่รู้เหมือนกันครับ
ไม่รู้ครับ

ตอบท่านอยู่นั่นแหละ ท่านก็ถามอยู่นั่นแหละ กระทั้งลงเรือแล้ว ท่านถึงบอกว่าเป็นกำนัน แลเพิ่งกลับจากงานกำนัน อบต. ทั่วประเทศจัดขึ้นที่บ้านโฮ่ง ลำพูน ถึงได้เอะใจ และบอกว่า นี่ก็จะขึ้นไปลำพูนเหมือนกัน แต่ค่ำวันพรุก คืนนี้ขอมาพักที่เกาะเกร็ดก่อน

ก็โน่นแหละ ท่านจ่ายค่าโดยสารให้ ถึงได้รู้ว่าเจอท่านกำนันม่อย ที่เอ่ยๆมาสักครู่นี้แหละ เลยบอกท่านไปว่าเราทำงานที่ สทน. เพิ่งกลับจากงานกีฬาสีที่องค์รักษ์ ฯลฯ

สทน. หวังว่าคงได้รับการต้อนรับจากกำนันท่านในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน และเช่นกัน สทน. ก็ยินดีต้อนรับกำนันรวมทั้งลูกบ้านทุกคน หากมีสิ่งใดให้ช่วย โปรดอย่ารีรอ รีบบอกมาโดยไม่ต้องเกรงใจกัน

ขึ้นท่าเย็นฤดีแล้ว ยกมือไหว้ขอบคุณท่านงามงามตรงท่านั้นเลย

ค่ำคืนนั้น เย็นใจสบายกายกับโอมสเตย์ที่เกาะเกร็ดด้วยบารมีของกำนันม่อย ที่ท่านส่งถึงที่จนได้พบกับ ไหมพรมและเพื่อนนักเขียนชาวลำพูนด้วยกัน อีกคนหนึ่ง

View My Stats