Showing posts with label การทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม. Show all posts
Showing posts with label การทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม. Show all posts

Thursday, November 18, 2010

นิทานชาดก

ได้ฟังนิทานชาดก จากช่อง DLTV#1 เรื่องราวช้างเกเร ฆ่าได้แม้กระทั่งลูกนกทั้งรัง แม้แม่นกจะอ้อนวอนขอความเมตตาแล้ว
นกไส้ อาศัยปัญญา เข้าแก้แค้นได้ (ความเห็นส่วนตัว จองเวรกันน่ะนี่)

ก็เพียงแต่ทำให้เตือนตนอีกครั้งว่า อย่าดูหมิ่นว่าสิ่งอื่นนั้น เล็ก น้อย กะจิดริด ด้อยค่า เพราะเมื่อถึงเวลา มันก็มีค่าขึ้นมาได้

นกไส้ (ได้ยินมาไม่ชัด) อาศัยกา กบ แมลงวัน ให้ช่วยไป จิกตาช้าง ร้องหลอกบอกแหล่งน้ำปลอมให้ช้างขึ้นยอดเขา ช้างก็ตกลงมาตายเป็นธรรมดา ดูดุร้ายมาก แต่เมื่อเทียบกับช้างใช้เท้าเหยียบขยี้ลูกนกทั้งรังตายคาตีน ก็พอกัน

จะไปค้นคว้าเรื่องนี้มาให้ละเอียด แต่ตอนนี้ เจ็ดโมงเช้าแล้ว

คัดมาจากที่ค้นโดยคร่าวๆจาก internet ที่ นี่แหละ


นางนกไส้


ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัตผู้ไม่มีความกรุณาปรานีแก่หมู่สัตว์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาช้างมีช้างประมาณ ๘๐,๐๐๐ เชือก เป็นบริวารอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ในที่ไม่ไกลจากที่อยู่ของช้างนั้นมีนางนกไส้ (นกต้อยตีวิด) ตัวหนึ่งตกฟองไข่อยู่ที่พื้นดินใกล้ทางเดินของพญาช้าง ในรังนั้นมีลูกนกออกใหม่หลายตัว

วันหนึ่ง พญาช้างนำบริวารหากินไปถึงที่นั้น นางนกไส้เห็นช้างกำลังเดินมา กลัวว่าจะเหยียบลูกน้อยจึงประคองปีกทั้งสองข้างยืนอยู่ต่อหน้าพญาช้างพูดอ้อนวอนว่า "ท่านพญาช้าง ข้าพเจ้าขอไหว้ท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอพวกท่านอย่าได้เหยียบลูกน้อยของข้าพเจ้าผู้ไม่มีกำลังเลย" พญาช้างตอบว่า "แม่นางนกไส้ ไม่ต้องกลัวเราจะรักษาลูกของเจ้าให้เอง" ว่าแล้วก็ยืนค่อมรังนกไว้ ให้ช้างบริวารเดินผ่านไปก่อน แล้วได้กล่าวเตือนนางนกไส้ว่า "ยังมีช้างเกระเชือกหนึ่งมักหากินผู้เดียวจะตามหลังมา เขาไม่อยู่ในโอวาทเรา เจ้าจงอ้อนวอนเขาเองนะ" ว่าแล้วก็เดินตามหลังช้างบริวาร ต่อมาไม่นานช้างหัวดื้อชอบแตกโขลงตัวนั้นก็มาถึงที่นั้น นางนกไส้ก็แสดงตนพร้อมพูดอ้อนวอนเหมือนกับครั้งก่อน ช้างนั้นพอได้ฟังว่ามีลูกนกอยู่ข้างหน้ายิ่งชอบใจใหญ่ กล่าวตอบนางนกไส้ว่า "แม่นางนกไส้เอ๋ย.. เราจักฆ่าลูกน้อยของเจ้าทั้งหมด เจ้าจะมีปัญญาทำอะไรเราได้" ว่าแล้วก็เดินเข้าไปกระทืบรังนกแหลกละเอียดแล้วร้องแป้นๆ เดินจากไป

ฝ่ายนางนกไส้ที่บินหนีตายขึ้นไปจับบนกิ่งไม้ ได้พูดอาฆาตตามหลังช้างนั้นไปว่า "เจ้าช้างเกเร วันนี้เป็นวันของท่าน ปล่อยให้ท่านไปก่อน วันข้างหน้าเราจะเห็นดีกัน การใช้กำลังทำลายผู้ไม่มีกำลังไม่ดีแน่สำหรับท่าน" กล่าวจบก็บินไปขอความช่วยเหลือจากกา กาถามว่าจะให้ช่วยเหลืออะไร นางนกไส้จึงเล่ารายละเอียดให้ฟังว่า "ท่านกา ขอเพียงท่านช่วยจิกตาช้างให้บอดเท่านั้นเอง กาก็รับคำช่วยเหลือนั้น

นางนกไส้เข้าไปหาแมลงวันหัวเขียว เล่าเรื่องให้ฟังแล้วขอความช่วยเหลือให้แมลงวันหัวเขียวไข่ใส่ตาช้าง แมลงวันก็รับคำช่วยเหลือ ต่อจากนั้นก็เข้าไปหากบตัวหนึ่ง เล่าเรื่องให้ฟัง และก็ขอความช่วยเหลือว่า "ท่านกบเมื่อช้างตาบอดและแมลงวันไข่ใส่ตามันแล้วมันก็จะแสวงหาน้ำดื่ม ขอให้ท่านไปอยู่ที่ปากเหวส่งเสียงร้องล่อช้างไปตกเหวให้หน่อย" กบก็รับคำช่วยเหลือ

หลายวันต่อมา นางนกไส้เสาะแสวงหาจนพบช้างเกเรตัวนั้นแล้วจึงไปบอกกา กาได้ไปจิกตานั้นบอดทั้งสองข้างแมลงวันหัวเขียวก็ไปไข่หนอนใส่ตาช้างอีก สร้างความเจ็บปวดทรมานให้แก่ช้างเป็นอย่างยิ่ง สองสามวันต่อมาช้างเดินสะเปะสะปะโซซัดโซเซแสวงหาสระน้ำดื่ม ได้ยินเสียงกบร้องแว่วมาแต่ไกลจึงกำหนดทิศทางเสียงกบด้วยเข้าใจว่ากบร้องอยู่ข้างสระน้ำ เดินไปไม่นานก็ผลัดตกเหวตายในที่สุด สร้างความดีใจแก่นางนกไส้เป็นอย่างยิ่งที่ศัตรูได้ตายไป

พระพุทธองค์เมื่อเล่านิทานจบจึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลายขึ้นชื่อว่าเวรไม่ควรทำกับใคร ๆ แม้สัตว์ทั้ง ๔ ร่วมมือกันทำให้ช้างผู้มีกำลังกว่าให้ตายได้" แล้วตรัสพระคาถาว่า

"ท่านจงดูกา นางนกไส้ กบ และแมลงวันหัวเขียว สัตว์เหล่านี้ได้ฆ่าช้างแล้ว จงดูการจองเวรของคนคู่เวรทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พวกเธออย่าได้ก่อเวรกับใคร ๆ แม้กับคนไม่เป็นที่รักเลย"



นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : อย่าคิดข่มเหงคนอื่น ด้วยการดูถูกว่าเขามีกำลังน้อยกว่า เพราะการสร้างเวรย่อมนำความเดือดร้อนมาให้

Toy Story 3

Saturday, May 1, 2010

การทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม

ข้อความนี้ ได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟังหลายหนจากท่านพุทธทาส และ จากวิทยุกระจายเสียง และโดยเฉพาะ ช่วงที่เข้ามาเรียน ในมหาวิทยาลัย จะได้ยินบ่อยมาก เพราะสื่อมีมากกว่าต่างจังหวัด ที่มักจะได้ยินก็ในโอกาสพิเศษ และ ทุกๆวันอาทิตย์

ความจริง ธรรม ข้อนี้ พระสงฆ์สาวก ท่านก็ทราบดีทุกรูป และก็เทศนาให้ฟังก็บ่อยไป แต่ที่ประทับใจใน ท่านพุทธทาส ก็เพราะ ช่วงที่ เข้ามาเรียนหนังสือ ในกรุงเทพนั้น สามารถ หาอ่าน หนังสือของท่าน เล่มละบาทรึไงนี่แหละ ได้ง่ายมาก ทำให้ พอเข้าใจ พุทธศาสนา ได้ขึ้นมาบ้าง

ธรรมของพระพุทธเจ้า เหมือนกันหมดทั้งนั้น

ใครเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ความข้อนี้ ดูว่าพระสงฆ์องค์เจ้าท่านจะได้เปรียบ พระท่านอยู่ในศีล อยู่ในธรรม และก็จริง เพราะ คุณแห่งพระสงฆ์ นั้น คือ ท่านเป็นเนื้อนาบุญ ให้เหล่ามนุษย์ เทวดา พรหม และสรรพสัตว์ ได้ทำบุญ ยิ่ง หากได้ทำบุญกับ อริยสงฆ์ ด้วยแล้ว ผลบุญก็ยิ่งได้รับกลับคืนมามาก แทบจะเรียกว่า ทำอะไรไป ก็ได้อันนั้น

แต่ความข้างบน, ใครเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต , ก็มิได้จำกัดอยู่แต่ในหมู่พระสงฆ์เท่านั้น หามิได้ ชาวบ้านก็สามารถ เห็นธรรม ได้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ต้องใช้ความเพียร สูงกว่า มากกว่าปกติของพระสงฆ์ท่าน เท่านั้นเอง มั้ง

ต้องมีคำว่า มั้ง อยู่ด้วย ไม่งั้นจะทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่า มะไฟ เห็นธรรมแล้ว ยัง ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก

แต่การทำงานนั้น ทำแน่ และนี่แหละเป็นที่มาของเรื่องราว

ในบทพระธรรมคุณนั้น ท่านว่าพระธรรมมีคุณวิเศษยิ่ง เพราะสามารถดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์ของสัตว์โลกทั้งหลายได้ ด้วยอาศัย ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค-ผล นฤพาน อันมี สัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ สัมมาวายามะ ประกอบไปทุกตอน นับจากแรกเริ่มไปจนสุดท้าย หนึ่งล่ะ

ท่านว่า พระธรรม ไม่มีกาล โดยหมายเอาความจริงที่ว่า กุลบุตร กุลธิดา อุบาสก อุบาสิกา ท่านใด ปฏิบัติธรรม ด้วยความมุ่งมั่น ด้วยความเพียร เมื่อใด พระธรรม ย่อมให้ผลเมื่อนั้น ไม่มีกาล ไม่ต้องรอ เหมือนดั่ง มะม่วง มะละกอ มะเฟือง มะแว้ง เหล่านั้น ที่ต้อง ถึงฤดูกาล จึงจะให้ผล แต่พระธรรมท่านไม่เป็นเช่นนั้น ใครปฏิบัติต่อท่าน ด้วยความเพียรเมื่อใด ท่านให้ผล ติดต่อเนื่องกันไป ในบัดดลนั้นเองเลย หนึ่งล่ะ

ความนี้ เมื่อครุ่นคิดพิจารณาดูให้ดี ก็จะพอเข้าใจ ยกตัวอย่างว่า งานที่ได้มอบหมายมา เราใช้ความเพียรเข้าทำงานอย่างเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อ ผลงานย่อมบังเกิดขึ้นแน่นอน และ ผลงานอันนี้แหละ จะเป็นตัวชี้วัดว่า เราได้ปฏิบัติงาน หรือเราได้ปฏิบัติธรรมแล้ว นั่นเอง

ท่านว่า พระธรรมนั้นเป็นปัจจัตตัง อันหมายเอาความจริงที่ว่า วิญญูชน ผู้ปฏิบัติธรรม ด้วยความเพียรเท่านั้น จึงจะรับทราบผล หรือ รส แห่งพระธรรมด้วยตนเอง ไม่ต้องให้ผู้อื่นบอก เฉกเช่นกับ การกินเกลือ เกลือมันเค็ม ครั้นคนมาถามว่า เค็ม เป็นยังไง เรา ก็ต้องบอก ต้องแนะ ให้ไปกินเกลือเอง จึงจะรู้รสเค็มแห่งเกลือ ฉันใด ก็ฉันนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้น จึงจะทราบซึ้งถึง
รส แห่งพระธรรม ได้ด้วยตนเองเท่านั้น นี่ก็อีกหนึ่งล่ะ

ธรรมนั้น หมายเอาทั้ง กุศล อกุศล และกลางๆ ..... กุศลาธัมมา อกุศลาธัมมา อพยากตาธัมมา....

กุศลกรรม ย่อมให้สุข
อกุศลกรรมย่อมนำทุกข์มาให้

สุขนั้น, เอ้า พูดแบบชาวบ้านๆ, ท่านได้ขึ้นเงินเดือน สุขนั้น ท่านไม่เดือนร้อนใจ กินก็สบาย นั่ง ยืน เดิน นอน ที่ไหนไหน ก็สบาย ไม่กังวลใจอะไรทั้งสิ้น

ส่วนทุกข์นั้นเล่า ไม่ว่าท่านจะอยู่ในอิริยาบทใด ย่อมหวาดระแวงไปหมดซะทั้งนั้น จะกิน ก็รีบๆกิน จะไปอยู่ที่ไหนไหน ก็ให้ หวาดระแวงไปทั่ว ว่าจะมีใครมาทำร้ายหรือเปล่า ข้าวของหรือสมบัติ ที่ได้มา ก็ให้กังวลใจว่าจะถูกเรียกคืน ... ฯลฯ นั่นคือทุกข์ เห็นๆกันอยู่

มีความเห็นที่ถูกต้อง มีความเพียรละความเห็นผิดอยู่ และ มีสติว่ากำลังละความเห็นผิดอยู่ เมื่อละความเห็นผิด อย่างมีสติได้แล้ว ก็ทราบเองว่าได้ละแล้ว นีคือองค์ ๓ ที่ประกอบกันไปจนตลอดสาย

เถิดน่ะ พี่ น้อง เพื่อน ลุง ป้า น้า อา หลาน และญาติๆทุกท่าน ได้โปรดเถิด วางดาบคืออรหันต์ นั่นหมายเอาถึงอย่างนี้ ละมิจฉาทิฏฐิเสีย ความสงบจะบังเกิดแก่ท่าน แลผู้คนรอบข้าง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน ญาติของท่านเองทั้งนั้น ก็จะพลอยได้รับอานิสงค์นี้ไปด้วย สงบ สุข สันติ

มะไฟ ฅนเหลิงฟ้า


ปฏิบัติธรรมด้วยการทำงาน การงานที่ถูกต้อง ย่อมนำสุขมาให้

View My Stats