Showing posts with label จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. Show all posts
Showing posts with label จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. Show all posts

Tuesday, March 28, 2017

จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ๑๐๐ ปี

พระสัมโมทนียกถา
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ประทานในพิธีบำเพ็ญกุศลวาระ ๑๐๐ ปี
แห่งการประดิษฐานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ณ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันเสาร์ ที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๐

ขออำนวยพร ​
คุณหญิงนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
ท่านอธิการบดี, คณะผู้บริหาร,
คณาจารย์, บุคลากร,
นิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบัน ทุกท่าน.

​อาตมภาพรู้สึกชื่นชมยินดี ที่ได้มาอยู่ท่ามกลางสาธุชนชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกท่าน  ในวาระที่มหาวิทยาลัยจะเจริญอายุครบ ๑๐๐ ปี  การที่ท่านพร้อมเพรียงกันมาบำเพ็ญกุศลฉลองมหาวิทยาลัย และตั้งจิตอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  สองพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐของประชาชาติไทย และโดยเฉพาะของชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันนี้ นับได้ว่าเป็นประเดิมแห่งการสมโภชมหาวิทยาลัยอันจะมีต่อไปในวันพรุ่งนี้ กล่าวได้ว่าทุกท่านเป็นคนดี เพราะธรรมพื้นฐานอันเป็นภูมิของสัตบุรุษคนดี คือความกตัญญูกตเวที

​ท่านทั้งหลายทราบดีแก่ใจแล้วว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นด้วยพระราชประสงค์ใด อาตมภาพขอย้ำเตือนในมงคลวาระนี้อีกครั้งหนึ่งว่า เพราะทรงพระราชปรารถนาความเจริญวัฒนาแก่ประเทศชาติ ด้วยหลังจากทรงปฏิรูประบบราชการในแผ่นดินสยาม จนอาจเรียกได้ว่าพลิกแผ่นดินให้สยามเป็น “อารยประเทศ” แล้ว ก็ต้องทรงสร้าง “อารยชน” ให้บังเกิดขึ้นเป็นกลจักรสำคัญแห่งระบบราชการของพระองค์ โรงเรียนมหาดเล็กที่ทรงสถาปนาขึ้นนั้น คือสถานบ่มเพาะข้าราชการรุ่นแรกๆ ของสยามตามพระบรมราโชบาย ความเป็นอารยะนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากบุคคลปราศจาก “ปัญญา” โรงเรียนชั้นสูงแห่งนั้นได้สรรค์สร้างปัญญาชน เป็นกำลังแห่งบ้านเมืองมาได้พอสมควรแก่กาลสมัย

​วันเวลาล่วงไปไม่นาน สมเด็จพระปิยมหาราชเสด็จสวรรคตล่วงลับไป แต่ก็ยังนับเป็นมหาโชคของชาวไทย ที่ได้มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นอัจฉริยบุรุษ เป็นปราชญ์ของโลก เสด็จผ่านพิภพสืบราชสันตติวงศ์ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเร่งขยายกิจการโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชนชาวสยาม ในนามว่า “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ท่านทั้งหลายสังเกตถ้อยคำบ้างหรือไม่ ว่านามของสถาบันนั้นไม่ได้ทรงใช้เป็นพระปรมาภิไธยส่วนพระองค์ หากแต่ทรงตั้งพระราชหฤทัยถวายไว้เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ แม้การสถาปนาโรงเรียนชั้นอุดมศึกษาเช่นนี้จะเป็นเกียรติยศพิเศษแห่งแผ่นดินใหม่ เป็นปฐมราชกรณียกิจยิ่งใหญ่ที่บังเกิดขึ้น ในระยะเวลาที่เสวยราชย์ได้เพียง ๒ เดือนเท่านั้น แต่ด้วยพระราชหฤทัยกตัญญูกตเวที กลับมิได้ทรงพระราชปรารถนากิตติศัพท์ส่วนพระองค์ หากทรงยกถวายไว้ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระปิยมหาราช ทั้งยังพระราชทานพระราชทรัพย์ เป็นทุนประเดิมมหาศาลที่เหลือจากการสร้างพระบรมรูปทรงม้า พระราชทานที่ดินอันกว้างใหญ่ไพศาลนับพันไร่ พระราชทานพระบรมราโชบายและบุคลากรเพื่อการบริหารจัดการ พระราชทานสรรพสิ่งซึ่งจะลงหลักปักฐาน เป็นมหาวิทยาลัยต่อไปในอนาคตกาล

​ตราบกระทั่งวันที่ ๒๖ มีนาคม เมื่อ ๑ ศตวรรษก่อน มหาวิทยาลัยแห่งแรกของกรุงสยามจึงได้รับพระราชทานพระมหากรุณาให้เริ่มต้นหยัดยืน ทรงใช้คำในพระบรมราชโองการประกาศว่า ทรง “ประดิษฐานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” คำว่าประดิษฐานนั้นแปลว่าตั้งให้ยืนหยัดขึ้นพร้อมที่จะออกเดินหน้าต่อไป ขอให้พึงสังเกตอีกครั้งว่าแม้วาระที่จะออกพระปรมาภิไธยในรัชกาลที่ ๖ เพื่อเป็นพระเกียรติยศจำเพาะพระองค์ได้ชั่วกัลปาวสานก็กลับไม่ทรงกระทำ ยังคงทรงออกพระปรมาภิไธยสมเด็จพระบรมชนกนาถอีกตามเคย ผู้คนทั้งหลายทุกวันนี้ เมื่อเอ่ยถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็คงระลึกถึงสมเด็จพระปิยมหาราชเป็นต้น เฉพาะผู้ทราบประวัติถ่องแท้จริงๆ จึงจะระลึกถึงสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าเป็นลำดับต่อมา

​หลายท่านคงเริ่มสงสัยว่า อาตมภาพย้ำเตือนเช่นนี้ซ้ำๆ ต่อท่านทั้งหลายด้วยเหตุใด ขอเฉลยว่า เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานแห่ง “ความกตัญญูกตเวที” คำว่ากตัญญูคือรู้คุณท่าน คำว่ากตเวทีคือสนองคุณท่าน สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าทรงสนองพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชบุพการีที่ทรงพระราชปรารภจะให้มีมหาวิทยาลัย แม้การไม่ทันสมพระราชประสงค์ก็สิ้นรัชกาลที่ ๕ เสียก่อน แต่สมเด็จพระบรมราชโอรสก็ไม่ทรงละเลยที่จะสืบสานพระบรมราชปณิธานเพื่อประชาชนชาวสยาม จึงทรงเจริญรอยตามพระยุคลบาท ทรงพากเพียรฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคนัปการ อันกีดขวางการมีมหาวิทยาลัยให้พ้นผ่านไปได้ จนก่อร่างสร้างเป็นสถาบันอันมีเกียรติยศใหญ่เช่นนี้ในบัดนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่ทรงพระราชประสงค์ให้ใครมายกย่องสรรเสริญพระองค์ แต่ทรงพร้อมจะประกาศให้เป็นปิยมหาราชานุสรณ์สืบไป นาม “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” จึงมีความหมายลึกซึ้งและสูงส่งยิ่งนัก ทั้งในด้านที่มาและด้านอุดมการณ์

​หากว่าท่านทั้งหลาย ปรารถนาจะได้รับมงคลพรให้บังเกิดแก่ตนและบังเกิดแก่มหาวิทยาลัยของท่าน ขอท่านจงพินิจพระราชจริยาสัมมาปฏิบัติของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ผู้ทรงประดิษฐานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไว้ดีแล้วเมื่อร้อยปีก่อน พระองค์ทรงพระกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระบรมชนกนาถอย่างไร ขอท่านทั้งหลาย จงมีความกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าอย่างนั้น พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ไว้ด้วยลักษณะปิดทองหลังพระ ไม่มีพระราชประสงค์เพื่อออกพระนามของพระองค์เอง แต่กลับมีพระราชประสงค์เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติไทย เพื่อกุลบุตรกุลธิดาถึงพร้อมด้วยปัญญา เพื่อเชิดชูพระปรมาภิไธยของสมเด็จพระปิยมหาราชอย่างไร ขอท่านทั้งหลายจงมีอุดมการณ์เต็มเปี่ยมในการประกอบกิจการงานและการศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยนี้ อย่างนั้นเถิด

​สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานพระพุทธานุศาสนีสั่งสอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ปรารถนาจะทราบว่ามงคลที่แท้เกิดขึ้นได้อย่างไรไว้ถึง ๓๘ ประการ แต่ในโอกาสนี้ มี ๒ ประการ ที่อาตมภาพขอเชิญมากล่าวต่อทุกท่าน ไว้ให้ปรากฏแจ้งชัดแก่ใจ กล่าวคือ การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เป็นมงคลอันอุดม สถาน ๑ และความกตัญญู เป็นมงคลอันอุดม อีกสถาน ๑

​ขอท่านทั้งหลายจงบูชาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความสมัครสมานสามัคคี และด้วยความขยันหมั่นเพียรต่อการงานและการศึกษาเล่าเรียน ขอท่านทั้งหลายจงกตัญญูรู้คุณของทั้งสองพระองค์ ตลอดจนบุพการีและบูรพาจารย์  ผู้มีพระคุณต่อมหาวิทยาลัย ด้วยการสืบสานพระบรมราชปณิธานและปณิธานทั้งนั้น เพื่อสร้างปัญญาชน และสร้างแผ่นดินไทย ให้เป็นแผ่นดินแห่งความรู้คู่คุณธรรม เพื่อบ้านเมืองของเราจะได้ดำเนินรุดหน้าไปบนหนทางของความดีงาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างสิ่งวิเศษที่คนทั้งหลายไม่เคยคิดว่าจะเกิดมีขึ้นบนแผ่นดินไทยได้ ให้บังเกิดขึ้นแล้วบนแผ่นดินนี้ นั่นคือมหาวิทยาลัย ฉะนั้น ความผาสุกยั่งยืนของโลกนี้ก็อาจเริ่มต้นขึ้นได้จากคนไทย และจากแผ่นดินไทยได้ดุจกัน ขออย่านึกปรามาสตนเองว่าไม่อาจทำสิ่งอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้ เพราะเท่ากับว่าท่านทั้งหลายกำลังหยุดก้าวเดินจากจุดเริ่มต้นที่ทรงประดิษฐานไว้อย่างดีแล้วเมื่อร้อยปีที่ล่วงมา

​ขอจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจงวัฒนาสถาพร เป็นบ่อเกิดแห่งความงอกงามไพบูลย์ ตลอดจำเนียรกาลประวัติ สมดั่งมนัสจำนงหมายของชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้มุ่งมั่นเจริญรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระปิยมหาราช และสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า สืบไปตราบนิรันดร เทอญ.

​​​​​​​​ขออำนวยพร

Tuesday, March 27, 2012

กองคำ มุสิกะบุญเลิศ

สิ่งมีชิวิต ทุกรูป ทุกนาม ล้วนต้องการ ที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และ ยารักษาโลกนี้เท่านั้น ที่เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต และสิ่งนี้เองที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้เป็น ปัจจัยสี่ สำหรับพระภิกษุสงฆ์มีได้

กับคนธรรมดา เมื่อจากบ้านเกิดเมืองนอนมายังที่ไกลแล้ว อันดับแรกคือ ที่อยู่อาศัย ที่ต้องหาให้ได้
ที่อยู่อาศัย หรือ ที่พักพิงนี้ จะเป็นดั่งป้อมประตูคูหาในสมรภูมิ ยามสงคราม

เมื่อปี พ.ศ ๒๕๑๔ ผมเข้ามากรุงเทพฯ มาสอบ entrance เข้าเรียนต่อ ได้มาพักอยู่กับญาติๆ เป็นการชั่วคราว แล้วก็กลับไปต่างจังหวัด ก็บ้านนนอกนั่นแหละ พอทราบว่าสอบเข้าเรียนต่อได้แล้ว อีทีนี้ซิ ปัญหาใหญ่

ที่พัก

เพราะมิได้อยู่เพียงวันสองวัน แต่ อยู่กินกันเป็น ๔ ปี แม่-พ่อ ท่านก็จน หนี้สินล้นพ้นตัว แทบจะว่ายังงั้น แต่ ท่านก็เก่ง เก่งมาก ที่ส่งเสีย จนผมร่ำเรียน จนจบ และมีงานการสุจริต ทำมาหากิน สามารถเลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัวมาได้ถึงทุกวันนี้ นี่คือพระคุณของแม่-พ่อ

กลับมาเรื่องที่พัก ก็คงไม่พ้นญาติสาโลหิต (รวมทั้งวัดเซิงหวายที่เคยไปอาศัยพักพิงด้วย ในช่วงที่ร่ำเรียนอยู่นั้น) ที่เป็นหลักก็พี่นาง(พี่เธอแต่งงานแล้ว ไม่ใช่นางสาว เลยเรียกพี่นาง) คุณแม่บังเกิดเกล้า--อาลำ ศรีโยธา คุณอา(หากนับจริงๆก็คุณน้า) และ อากอง หรือ กองคำ มุสิกะบุญเลิศ

ผมอาศัยอยู่กับอากอง ที่ตลาดวัดพระยาไกรฯ ถนนตก เป็นบ้านเช่า อาศัยอยู่กันสุขสบาย ยังกับบ้านตัวเอง ได้อาศัยน้ำเจ้าพระยาอาบ ยามน้ำขึ้นก็กระโดดจากหัวเรือ ที่จอดทอดสมออยู่บริเวณนั้น ก็ประหยัดค่าน้ำไปได้ และอยู่อย่างสุขสบายยิ่งกว่าน้องๆ ที่เป็นลูกสาวของอากองเสียอีก

อากอง ท่านมีอาชีพแท้กซี่ ก็คง 1ท หรือ 2ท นั่นแหละ สีเหลืองครับ สมัยนั้น ต่อให้เอาผ้าปิดกระโหลกยังไง ใครก็มองออกว่าเป็น แท้กซี่ เพราะเหตุมีสีเหลืองทั้งคันนี่เอง ราคาต้องต่อรองกันเอาเอง สามสิบบาทนับว่าแพงมากที่สุด ห้าสิบบาทสำหรับหมูบ้านนอก หรือ คนต่างชาติ แต่ราคาทั่วไปก็ ยี่สิบบาท ยี่สิบห้าบาท ประมาณนี้

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ได้อาศัยพาเที่ยวไปทั่ว เท่าที่เราจะพอไปกันได้ ตามอัตภาพแห่งทรัพย์(เงิน)ที่มี ไม่ว่าจะเป็น พัทยา หัวหิน หรือในเมืองอย่าง วัดพระแก้ว เองก็ได้มาโดยสะดวก แท้กซี่คุณอา

โยกย้ายที่พักไปมา ระหว่างถนนตก, ระนอง ๒, เก็งเหลียง หรือเก็งชวนก็จำไม่ได้ แต่อยู่ที่ทุ่งมหาเมฆ, ซอยแสงมุกดา(สุขุมวิท), ย่านสินค้าพหลโยธิน (ตรงบริเวณข้างๆบ้านสมบัติ เมทะนี สมัยนั้น) ซึ่งตรงนั้นแหละ ที่เจอแม่ค้าขายถ่าน ถ่านไม้นี่แหละครับ ถ่านดำดำ แต่ผิวแม่ค้า คนขายนั้น ขาวว้อก มันให้แปลกใจว่า จะเป็นกันยังงี้ทุกคนรึเปล่า แล้วบางครั้งก็แวะไปรบกวนเพื่อนจาก สร.๑ ที่เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯด้วยกัน ที่วัดเซิงหวาย ที่เข้าไปทีไร ก็ได้ยินเสียงดนตรีไทย นั่นแหละ

ที่ย่านสินค้า ก็อีกแห่งที่อาบน้ำคลอง อยู่บ้านเช่ากับพี่เขย สามีพี่นาง อาหารก็ปักเบ็ดที่ทุ่งสินค้า ได้ปลาช่อนมาทำกับข้าวกินกัน

แต่ที่อาศัยพักอยู่นานที่สุด ก็ที่ถนนตกตลาดวัดพระยาไกรฯ กับครอบครัวของคุณอากองคำ

จบการศึกษา ก็ไม่ได้แวะเวียนไปกราบ ไปไหว้คุณอาอีกเลย มาทราบข่าวอีกทีว่าภรรยาท่านจากไปแล้ว ก็ โน่น คราวที่ไปงานคุณแม่บังเกิดเกล้า ที่ชนบท ซึ่งขากลับ ก็ยังให้คุณอา พาลูกชายที่บวชหน้าไฟให้แม่ กลับมากฤษดานครเสียอีกด้วย

อากอง ท่านสอนแต่ให้ทำดี ชีวิตส่วนตัวของท่านก็เรียบง่าย ท่านชอบดูมวยปล้ำมาก เจ้าโบโบ้ ดารามวยปล้ำสมัย ๒๕๑๔ หลายท่านคงยังจำกันได้มั้ง ดูไปกินข้าวไป ความสุขสำหรับชีวิตคน คนหนึ่ง ก็คงไม่เกินนี้ ... ได้อยู่ร่วมกับครอบครัว กินข้าวกันพร้อมหน้า ทุกคนสุขสบายเป็นปกติ

ต้นเดือนนี้เอง น้องนางเธอโทรฯมาบอกว่า ให้ไปเผาอากอง ที่วัดยายรุ่ง พี่เขยออกจากชนบทแล้ว จะแวะจะมารับ .... ฯลฯ

ก็มึนกับข่าวที่ได้รับ

ชีวิต ก็เป็นเช่นนี้

เมื่อวันดับ เดือนสี่ที่ผ่านมา ตั้งใจจะไปถวายสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลให้ท่าน ที่วัดอินทรวิหาร ก็ไปไม่ทัน พระท่านลงโบสถก่อนแล้ว ด้วยว่าเป็นวันพระใหญ่ แต่ก็ดี เพราะได้นั่งสมาธิ ในโบสถนั่นแหละ ตั้งใจอุทิศถวายให้ท่านกับภรรยาของท่านไป ต่อวันถัดมาอันเป็นวัดขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า ปีมะโรงนั่นหรอก จึงได้ถวายสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลให้ท่านไปในที่สุด

ขอกุศลผลบุญที่ผมได้กระทำมา แม้จักน้อยนิดสักเพียงไรก็ตาม จงดลบันดานให้ดวงจิตดวงวิญญานของคุณอาทั้งสอง สู่สุคติ สู่ภพ สู่ภูมิที่สูงขึ้นเถิด แม้ชาตินี้มิได้ทดแทนพระคุณ-บุญคุณของท่าน ก็ขอให้ได้ทดแทนกัน ในภพ ในภูมิ ข้างหน้าด้วยเถิด

ชีวิตไม่ใช่ของของเรา ความตายเป็นของเรา
ชีวิตของเรา มันไม่แน่นอน
ความตายของเรา มันแน่นอนแน่แท้
เราจักตายเป็นแน่แท้ ...

Tuesday, October 11, 2011

Benzene

เบนซีน C6H6
ปกติ ใครๆเขาก็วาดรูป ๖ เหลี่ยม แล้วเอาวงกลมบรรจุภายในหกเหลี่ยมนั้น ก็จบ
อาจารย์ ท่าน กลับแสดงให้ดูถึงวิธีการเขียนเบนซีนในอีกแบบ ก็ดูว่า ชอบอกชอบใจนิสิตโง่ๆอย่าง มะไฟ ในพ.ศ นั้นเป็นอย่างมาก

โทลูอีน ก็มีเพียงติ่งอีก ๑ ติ่งต่อออกจากเหลี่ยมใดเหลี่ยมหนึ่ง

พี่พี่ ลองเขียนดูซิ สามเส้นน่ะ

เอาโทลูอีน ๑ เม็ด มาเติมกรดไนตริก ๓ เม็ด มันก็ได้ ไตรไนโตรโทลูอีน ๑ เม็ด ที่เมื่อเอาไปใส่ไว้ในดิน เมื่อเอาสายชนวนมาต่อกับดินมัดนั้น ดินก้อนนั้น แล้วจุดสายชนวนเข้า พอไฟถึงดิน มันก็ระเบิด

ใช่แล้วครับ ไตรไนโตรโทลูอีน ก็คือ TNT นี่แหละ

รศ. ดร. พีรวรรณ ท่านเป็นอาจารย์ ผู้ประสิทธิประสาทวิชา organic chemistry ให้ เบนซีน เป็นหนึ่งในหลายๆความทรงจำ ความประทับใจที่ยังหลงเหลืออยู่  ไดอะโซไทเซชั่น ก็อีกหนึ่งในนั้น ซึ่ง อันหลังนี้เองแหละ ที่ทำให้การเรียนที่ภาควิชาเคมีเมื่อก่อนโน้น ไม่ถึงกับสูญเปล่า เพราะเป็น lab. เดียวที่ทำสำเร็จโดยบริบูรณ์

ขอไว้อาลัยแด่อาจารย์ รศ. ดร. พีรวรรณ พันธุมนาวิน ผู้ล่วงลับ

ขอกุศลที่ทำมา ขออาราธนาคุณพระรัตนตรัย จงดลบันดาลให้ดวงจิตของอาจารย์ สู่สุคติ สู่ภพ สู่ภูมิที่สูงขึ้นเถิด

มะไฟ ฅนยาก
ลูกศิษย์เลวทราม

Friday, January 28, 2011

แขกจาก จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย นิสิต นิวเคลียร์เทคฯ

นิสิต จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย แวะมาเยี่ยมชม สทน. และ ศจ.
นั่นแหละ กำลังกระโดดพอดีเลย
ยินดีต้อนรับ ทั้งในฐานะ พนักงานเจ้าหน้าที่ สทน. และ ในฐานะ รุ่นพี่นิวเคลียร์เทค และ ในฐานะรุ่นพี่ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
ที่ถามๆมาน่ะ เทปไว้หมดแล้ว ประเดี๋ยวจะไปแกะออกมาลง FAQ คริคริ

การจัดการกากกัมมันตรังสีแห่งประเทศไทย ---> กากไทย ---> ไกถาก(คำผวน) ---> ไกล tag ---> ไกลเที่ยง (ภาษาเยอรมัน) ---> ไกลปืนเที่ยง

ค้นคำสำคัญข้างล่างนี้ก็ได้ มันจะมาหมดเลย

Wednesday, December 15, 2010

พิพิธภัณฑ์ อนุสาวรีย์ ธรรมเจดีย์

ไหม ลงมาเยี่ยม พาลูกไปดูพิพิธภัณฑ์หอยที่บางรัก สีลม ก็เลยเล่าเรื่อง ท่านอนสีลมอะไรนั่นให้ฟัง ก็พบว่า สะกดผิดไป ที่เคยเขียนไว้ TANON นั้น ที่จริงคือ THANON

ระหว่างที่รอ ไหม และ บ๋อมแบ๋ม เข้าไปดูหอยในพิพิธภัณฑ์ ก็เลยนึก สำนึกในพระคุณของแม่ พ่อ แหล่งร่ำเรียน จึงวานให้พี่ แอ้บ พาไปไหว้สักการะอนุสาวรีย์ ๒ รัชกาล ที่ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ไหว้แล้ว ก็นึกถึงพ่อ นึกถึงแม่ หากไม่มีท่าน มะไฟ ก็คงไม่มีโอกาส แม้แต่จะมานั่งเขียนหนังสือนี้

ด้วยสำนึกในบุญคุณ ในพระคุณของมารดา บิดา ผู้น้อยขอทำความดี มั่นคงในพระรัตนตรัยไปจวบจนตลอดชีวิต

นี่เพียงคำอ้อนวอน ยังให้ผลมากมายให้เห็นจนป่านนี้ หาก ทำดี มากกว่านี้ คงมีความดีช่วยเหลือตนเอง และ เพื่อนๆได้มากกว่านี้ พระคุณท่านยิ่งใหญ่มากมายนัก

พี่แอ้บ พาไปไหว้หลวงพ่อทองคำที่วัดไตรมิตร แถวๆ หัวลำโพง
เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ได้พบ ได้เห็นองค์หลวงพ่อทองคำ และมาทราบจากลูกศิษย์ว่า ทางวัดไม่ได้เปิดให้เข้าชมทุกวัน นับว่ามีวาสนาผูกพันกับหลวงพ่อจริงๆ จึงได้เข้าไปไหว้ท่าน
นโม ตสฺส ภควโต
อรหโต
สมฺมา
สมฺพุทฺธสฺส นโมตสฺส ภควโต
อรหโต
สมฺมา
สมฺพุทฺธสฺส นโมตสฺส ภควโต
อรหโตสมฺมา
สมฺพุทฺธสฺส

พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

ขอยึดถือศีล ๕ เป็นแนวปฏิบัติสำหรับชีวิตประจำวัน จวบจนตลอดชีวิต
ธรรมเจดีย์ นำชีวิต
ไปไหว้พระที่วัดแก้วแจ่มฟ้าที่สี่พระยา แต่ยังเช้าอยู่ โบสถยังไม่เปิด จึงเดินลอดโบสถไป ๓ รอบด้วยสติตั้งมั่นในพระรัตนตรัย เท่าที่กำลังแห่งตนจะมี
ธรรมเจดีย์ นำชีวิต

วันถัดมา ไปท้องฟ้าจำลองที่รังสิต ที่นั่น อากาศดีมาก ที่รู้ เพราะนั่งคอย ไหม และ บ๋อมแบ๋ม อยู่ข้างนอกกับพี่แอ้บ นั่งแผ่เมตตาไป นึกถึงสิ่งที่ตั้งใจขอไว้จากทั้ง ๒ พระองค์ ณ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย จึงทำให้ตั้งใจไว้แต่โดยดี แผ่เมตตาไป ใต้ร่มไม้

ระหว่างนั้นเอง พี่นางท่านหนึ่ง เข้ามาทักทายราวกับว่าสนิทสนม รู้จักกันดิบดีมาก่อน ก็ออกมาคุยกับพี่ท่านแต่โดยดี พี่ท่านว่า เอาข้าวกล่องมาให้ ๑๒๐ กล่อง แต่ลืมเบอร์คนที่ติดต่อ เลยไม่รู้ว่า จะเอาข้าวกล่องไปให้เด็กได้อย่างไร และเรื่องอื่นๆอีกจิปาถะ พี่ท่าน เป็นคนพิดโลก, คนที่นั่น เขาเรียกตัวเองว่าอย่างนี้จริงๆครับ ไม่ได้เขียนผิดหรอก

เคยทำนามั้ย
ไม่เคยครับ ผมเห็นนาข้าวตอนที่กล้ากำลังโต มันสวยงามมาก แต่คุณพ่อท่านไม่ให้ทำ ให้มาเรียนหนังสือครับ

สักพักญาติของพี่เขาก็มาสมทบ ทักทายกันเสียงดังพอจับหางเสียงได้ พี่แอ้บ ที่ยืนอยู่ห่างๆจึงเดินเข้ามาด้วยความสงสัย เลยบอกพี่นางท่านว่า พี่แอ้บ เป็นคนบางกระทุ่ม คนพิดโลก เหมือนกัน

วาสนาผูกพันกันแล้ว ไม่แคล้วได้มาพบพานกันแน่ ดูเอาเถอะ อยู่กันคนละที่ พิษณุโลก ปากเกร็ด ธนบุรี ยังมาพบปะกันได้ บุญนำพามา

บุญรักษาน่ะครับพี่

ก่อนจากเลยเอ่ยปากขอข้าวกล่องพี่ ๒ กล่อง เอามากินกับพี่แอ้บ

ขอบคุณมากครับพี่ ขอให้ทำมาค้าขึ้นเถอะน่ะ ขอให้อยู่เย็นเป็นสุขน่ะครับ

ไหม และ บ๋อมแบ๋ม ออกมาแล้วเลยไป อพวช. สนุก เหนื่อย และที่นั่นเอง ที่พบคำว่า Biosphere นั้นเขาใช้คำไทยว่า ชีวมณฑล

วันจันทร์ถัดมา ปณต โทรฯมาบอกว่าสอบติด สจพ. หรือ มจพ. ในชื่อปัจจุบัน

ข้าน้อย สำนึกในพระคุณของ ทั้งสองพระองค์ที่กรุณา ที่เมตตา มะไฟ และครอบครัวมาโดยตลอด
ข้าน้อย ซาบซึ้งในพระธรรม ธรรมเจดีย์ ณ วัดไตรมิตร จากหลวงพ่อทองคำ

Wednesday, December 1, 2010

Thursday, February 11, 2010

อุดมชัย จินะดิษฐ์


พระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส

๏พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์งคง สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา๛


ในที่สุด ของที่สุด ลมโชย หรืออุดมชัย จินะดิษฐ์ หรือ หมู ก็ได้จากพวกเราไปแล้ว

สู่สุคติ สู่ภพ สู่ภูมิที่สูงขึ้นเถิดหนา เพื่อนเอ๋ย กุศลผลบุญใดใด แม้จักน้อยนิดเพียงไร ก็ขอให้รับไปด้วยเถิด อโหสิให้หมดสิ้นแล้ว


อธุวํ ชีวิตํ ชีวิตของเรามันไม่ยั่งยืน
ธุวํ มรณํ ความตายของเรามันยั่งยืน
อวสฺสํ มยามริตพฺพํ เราคงจะตายเป็นแน่
มรณปริโยสานํ เมชีวิตํ ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด
ชีวิตํ เม อนิยตํ ชีวิตของเรามันไม่เที่ยง
มรณํ เม นิยตํ ความตายของเรามันเที่ยงแล้ว

หมั่นท่องบ่นภาวนาไปกันเถิดหนา เพื่อนร่วมทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวงเอ๋ย

View My Stats