Showing posts with label พุทธทาส. Show all posts
Showing posts with label พุทธทาส. Show all posts

Thursday, August 18, 2011

ธรรมเฟ้อ

ฝนตก โชคดีที่แท้กซี่ไม่ปฏิเสธ
ทำบุญไว้เยอะ ว่างั้นเถอะ

พอถึงเขตหมู่บ้าน ดูว่า มันแห้งซะ ยังกับไม่รู้จักฝน แต่ พี่คนขับบอกว่า ไม่ใช่หรอกครับ น้ำยังเปียกพื้นอยู่เลย และ ก็จริง หมู่บ้าน น้ำท่วมชนิดที่ ปฏิเสธไม่ได้ แม้แท้กซี่จะจอดชิดประตูบ้าน ก็ ตัดใจ ยังไงก็เปียก ลงเดินลุยน้ำเข้าบ้านเท่านั้นเอง ทั้งรองเท้า ทั้งถุงเท้า

ระหว่างทาง รถติด พี่คนขับ ก็เปิดรายการธรรมทางวิทยุ ที่พอฟัง ก็ถามเขาว่า

อภิธรรมใช่มั้ย

ไม่ได้อวดเก่ง อวดรู้ แต่ เพราะข้อความ ใจความที่พูด ไม่คุ้นกับที่เคยอ่านใน พระสูตร มาบ้างเล็กน้อยนั้น จึงโพล่งไปยังงั้น และก็จริง เขาสอนอภิธรรมกัน ถกอภิธรรมกัน เอาง่ายๆว่า เถียงกันแหละ

นึกถึงพระพุทธทาส ที่ท่านบอกว่าอภิธรรมเต็มกุฏิ อภิธรรม เป็นพระธรรมส่วนเกิน และ นึกถึงพระสูตร ที่อ่านมาว่า ธรรมที่ร่ำเรียนมาไม่ครบไม่ดี เรียนมาแล้วเอาแต่เถียงกัน ไม่เกิดประโยชน์อันใดเลยกับผู้เรียน

รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ จะถกเถียงกันไปทำไมก็ไม่รู้ แปลกจริง ทำไมชอบเรียนอภิธรรม แล้ว นำมา สอน กันทางวิทยุ ซึ่งคนฟังเขาฟังแล้ว ไม่ได้มีความรู้สึกเป็นอย่างอื่นหรอก นอกจาก มาทะเลาะกันออกอากาศ

ขออโหสิด้วยน่ะ รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

คน คนธรรมดา แม้แต่แค่ศีล ๕ ข้อยังปฏิบัติได้ไม่ครบ แล้วจะมีความธรรมดาเกิดขึ้นมาได้อย่างไรกัน ก็คงคาดเดาได้ คุณวิเศษก็ยากที่จะเกิดขึ้น มีขึ้นมาได้กับคนที่ แม้แต่ศีล ๕ ยังไม่เต็ม

ในคิริมานนทสูตร ก็ล้วนบอกไว้ชัดดี ถึงการตั้งตัวเป็นอาจารย์สอน
ในมหาจัตตารีสกสูตร ก็บอกไว้แจ่มแจ้งดี ถึง สัมมาทิฐิ ที่ว่า มี ๒ ส่วนคือ เป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ หนึ่ง กับ ส่วนของพระอริยะ เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตร หนึ่ง ประมาณนี้

จำได้ว่า เคยรู้มาว่า หลวงปู่สิงห์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านไม่ได้สอนอะไรมาก นอกจากให้ยึดเอาคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แม้จะทราบว่า ยุคนั้น คนนับถือผี หลวงปู่ท่านต้องการให้หันมายึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแทน แต่หากจะเริ่มกันที่ตรงนั้นด้วย ในยุคนี้บ้าง ก็คงไม่เสียหายอะไร เพราะ ยุคนี้ คนก็ไม่มีอะไรเป็นสรณอยู่แล้ว

เอาแค่ให้มีสัมมาทิฐิในตนให้ได้ก่อนเถิด เป็นดีแน่

ธรรม มากเกินไป มันก็เฟ้อ

ก็ได้แต่หวังว่า ขอให้ได้พบพระอริยะสงฆ์ด้วยเถิด ขอให้ได้ดวงตาเห็นธรรมด้วยเถิด

Thursday, August 5, 2010

ข้อคิดจากหมอดู

จงดูว่า คนอื่นเขาทำอะไรให้คุณ แล้วยอมรับซะ มากกว่าที่จะไปจับผิดเขาแล้ว ทำให้ทั้งเราและเขา ต่างก็ทุกข์ด้วยกัน

ว้าวววว คำคมที่ บาดตา บาดเมื่ออ่าน บาดหูเมื่อได้ฟัง บาดใจเมื่อได้คิด แต่ ก็ งั้น งั้น แหละ เน้อะ ถ้าอ่านผ่านไปเฉยๆ

แหม ท่านพุทธทาสก็บอกว่าให้มองเขาไว้แต่ในแง่ดีเถิด ท่านบอกไว้นานแล้วนิ

ถึงบ้านแล้ว มาต่อกัน นิ
ฝน ครับ ฝนเป็นเหตุ ไปไหนไม่ได้ ครั้นจะทำอะไรมากนัก ก็กังวลว่าเครื่องจะพัง เพราะวันวาน ก็ฝนเช่นกัน แถมฟ้าคะนองอีก ทำงานอยู่ดีดี ไฟฟ้าดับ ไม่ถึงนาฑี ไฟก็มาเอง ก็เลยสั่งฟิ้สกี้ซะ

ทำฟิ้สกี้ไป พาทิชั่นแรกยังไม่จบเฟสแรกด้วยซ้ำไป ไฟฟ้าดันดับซ้ำ

วันนี้ พอฝนตก ลมพัดแรง ฟ้าคะนอง เลยรีบอ่านข้อความจากยะฮูดอทคอม วะหน่อยหนึ่ง เห็นขำเข้าท่าดี เลยนำมาให้ดูข้างบนนั่นแหละ ไม่ได้หลงไหล หรือ เชื่อหรอก แต่ชอบอ่าน เพราะขำในคำทำนาย อีกเจ้าก็ หมอทรัพย์สวนพลู ของมติชนรายสัปดาห์นี่แหละ อ่านทีไร ขำกลิ้งไม่เลิกไปทุกที

ก็ลองอ่านเล่นๆดู ใจความจาก ยะฮูดอทคอม

It's incredibly tempting to simply go for it and lay down a ton of rules on what you want in a partner, but try flipping that around and thinking about what you can accept. Go for the positive instead of looking for the worst right away. If you're already with someone, apply this point of view to all that they do for you, rather than what you think they're doing wrong.


๏ดูหมอ แล้วย้อนดูตัวเองให้แตก ดีกว่า
ดูอะไร ก็ไม่เท่าดูใจตัวเอง
ชนะอะไรก็ไม่เท่ากับชนะใจตัวเอง

ว่าแต่ว่า จะแพ้ จะชนะไปหา...อะไรในเมื่อต้อง ปลง ต้องวางไปหมด
เอาไปแล้ว ที่สุด ก็นำมาคืน
วนเวียนไม่จบ
ไม่อยากวนเวียน ก็ วางซะ ปลงซะ

ชิมิชิมิ๚

Saturday, May 1, 2010

การทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม

ข้อความนี้ ได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟังหลายหนจากท่านพุทธทาส และ จากวิทยุกระจายเสียง และโดยเฉพาะ ช่วงที่เข้ามาเรียน ในมหาวิทยาลัย จะได้ยินบ่อยมาก เพราะสื่อมีมากกว่าต่างจังหวัด ที่มักจะได้ยินก็ในโอกาสพิเศษ และ ทุกๆวันอาทิตย์

ความจริง ธรรม ข้อนี้ พระสงฆ์สาวก ท่านก็ทราบดีทุกรูป และก็เทศนาให้ฟังก็บ่อยไป แต่ที่ประทับใจใน ท่านพุทธทาส ก็เพราะ ช่วงที่ เข้ามาเรียนหนังสือ ในกรุงเทพนั้น สามารถ หาอ่าน หนังสือของท่าน เล่มละบาทรึไงนี่แหละ ได้ง่ายมาก ทำให้ พอเข้าใจ พุทธศาสนา ได้ขึ้นมาบ้าง

ธรรมของพระพุทธเจ้า เหมือนกันหมดทั้งนั้น

ใครเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ความข้อนี้ ดูว่าพระสงฆ์องค์เจ้าท่านจะได้เปรียบ พระท่านอยู่ในศีล อยู่ในธรรม และก็จริง เพราะ คุณแห่งพระสงฆ์ นั้น คือ ท่านเป็นเนื้อนาบุญ ให้เหล่ามนุษย์ เทวดา พรหม และสรรพสัตว์ ได้ทำบุญ ยิ่ง หากได้ทำบุญกับ อริยสงฆ์ ด้วยแล้ว ผลบุญก็ยิ่งได้รับกลับคืนมามาก แทบจะเรียกว่า ทำอะไรไป ก็ได้อันนั้น

แต่ความข้างบน, ใครเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต , ก็มิได้จำกัดอยู่แต่ในหมู่พระสงฆ์เท่านั้น หามิได้ ชาวบ้านก็สามารถ เห็นธรรม ได้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ต้องใช้ความเพียร สูงกว่า มากกว่าปกติของพระสงฆ์ท่าน เท่านั้นเอง มั้ง

ต้องมีคำว่า มั้ง อยู่ด้วย ไม่งั้นจะทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่า มะไฟ เห็นธรรมแล้ว ยัง ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก

แต่การทำงานนั้น ทำแน่ และนี่แหละเป็นที่มาของเรื่องราว

ในบทพระธรรมคุณนั้น ท่านว่าพระธรรมมีคุณวิเศษยิ่ง เพราะสามารถดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์ของสัตว์โลกทั้งหลายได้ ด้วยอาศัย ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค-ผล นฤพาน อันมี สัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ สัมมาวายามะ ประกอบไปทุกตอน นับจากแรกเริ่มไปจนสุดท้าย หนึ่งล่ะ

ท่านว่า พระธรรม ไม่มีกาล โดยหมายเอาความจริงที่ว่า กุลบุตร กุลธิดา อุบาสก อุบาสิกา ท่านใด ปฏิบัติธรรม ด้วยความมุ่งมั่น ด้วยความเพียร เมื่อใด พระธรรม ย่อมให้ผลเมื่อนั้น ไม่มีกาล ไม่ต้องรอ เหมือนดั่ง มะม่วง มะละกอ มะเฟือง มะแว้ง เหล่านั้น ที่ต้อง ถึงฤดูกาล จึงจะให้ผล แต่พระธรรมท่านไม่เป็นเช่นนั้น ใครปฏิบัติต่อท่าน ด้วยความเพียรเมื่อใด ท่านให้ผล ติดต่อเนื่องกันไป ในบัดดลนั้นเองเลย หนึ่งล่ะ

ความนี้ เมื่อครุ่นคิดพิจารณาดูให้ดี ก็จะพอเข้าใจ ยกตัวอย่างว่า งานที่ได้มอบหมายมา เราใช้ความเพียรเข้าทำงานอย่างเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อ ผลงานย่อมบังเกิดขึ้นแน่นอน และ ผลงานอันนี้แหละ จะเป็นตัวชี้วัดว่า เราได้ปฏิบัติงาน หรือเราได้ปฏิบัติธรรมแล้ว นั่นเอง

ท่านว่า พระธรรมนั้นเป็นปัจจัตตัง อันหมายเอาความจริงที่ว่า วิญญูชน ผู้ปฏิบัติธรรม ด้วยความเพียรเท่านั้น จึงจะรับทราบผล หรือ รส แห่งพระธรรมด้วยตนเอง ไม่ต้องให้ผู้อื่นบอก เฉกเช่นกับ การกินเกลือ เกลือมันเค็ม ครั้นคนมาถามว่า เค็ม เป็นยังไง เรา ก็ต้องบอก ต้องแนะ ให้ไปกินเกลือเอง จึงจะรู้รสเค็มแห่งเกลือ ฉันใด ก็ฉันนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้น จึงจะทราบซึ้งถึง
รส แห่งพระธรรม ได้ด้วยตนเองเท่านั้น นี่ก็อีกหนึ่งล่ะ

ธรรมนั้น หมายเอาทั้ง กุศล อกุศล และกลางๆ ..... กุศลาธัมมา อกุศลาธัมมา อพยากตาธัมมา....

กุศลกรรม ย่อมให้สุข
อกุศลกรรมย่อมนำทุกข์มาให้

สุขนั้น, เอ้า พูดแบบชาวบ้านๆ, ท่านได้ขึ้นเงินเดือน สุขนั้น ท่านไม่เดือนร้อนใจ กินก็สบาย นั่ง ยืน เดิน นอน ที่ไหนไหน ก็สบาย ไม่กังวลใจอะไรทั้งสิ้น

ส่วนทุกข์นั้นเล่า ไม่ว่าท่านจะอยู่ในอิริยาบทใด ย่อมหวาดระแวงไปหมดซะทั้งนั้น จะกิน ก็รีบๆกิน จะไปอยู่ที่ไหนไหน ก็ให้ หวาดระแวงไปทั่ว ว่าจะมีใครมาทำร้ายหรือเปล่า ข้าวของหรือสมบัติ ที่ได้มา ก็ให้กังวลใจว่าจะถูกเรียกคืน ... ฯลฯ นั่นคือทุกข์ เห็นๆกันอยู่

มีความเห็นที่ถูกต้อง มีความเพียรละความเห็นผิดอยู่ และ มีสติว่ากำลังละความเห็นผิดอยู่ เมื่อละความเห็นผิด อย่างมีสติได้แล้ว ก็ทราบเองว่าได้ละแล้ว นีคือองค์ ๓ ที่ประกอบกันไปจนตลอดสาย

เถิดน่ะ พี่ น้อง เพื่อน ลุง ป้า น้า อา หลาน และญาติๆทุกท่าน ได้โปรดเถิด วางดาบคืออรหันต์ นั่นหมายเอาถึงอย่างนี้ ละมิจฉาทิฏฐิเสีย ความสงบจะบังเกิดแก่ท่าน แลผู้คนรอบข้าง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน ญาติของท่านเองทั้งนั้น ก็จะพลอยได้รับอานิสงค์นี้ไปด้วย สงบ สุข สันติ

มะไฟ ฅนเหลิงฟ้า


ปฏิบัติธรรมด้วยการทำงาน การงานที่ถูกต้อง ย่อมนำสุขมาให้

View My Stats