Showing posts with label Bourne shell. Show all posts
Showing posts with label Bourne shell. Show all posts

Tuesday, April 14, 2009

ไกลปืนเที่ยง: FreeBSD --> Shell

เรื่องของ FreeBSD ตั้งแต่ง่ายๆไป จนถึงการใช้งาน FreeBSD เป็นฐานรองรับ hardware เพื่อทำหน้าที่เป็น servers และงานอื่นๆในที่สุด ใจความในตอนนี้ ถอดจาก FreeBSD Handbook บทที่ ๓ Shell โดยแต่งเรื่องราวเสริมขึ้นบ้าง
วันนี้, ๒๕ เม.ย ๒๕๕๒ , เพิ่มส่วนของ chsh ให้



Shell

งานประจำวันทั่วไปใน FreeBSD กระทำผ่าน คำสั่งทางแป้นพิมพ์ ที่เรียกว่า shell งานหลักของ shell คือรับคำสั่งทางช่องทางรับ แล้วก็ดำเนินงานตามคำสั่งนั้น shell ทั้งหลาย มีฟังก์ชั่นภายในที่ช่วยงานประจำวัน เช่น การจัดการแฟ้มเอกสาร การป้องกันการเขียนทับแฟ้มเอกสาร การแก้ไขคำสั่ง, ชุดคำสั่ง, และ ตัวแปรสภาพแวดล้อม FreeBSD ให้ชุดของ shell มากับระบบแล้ว เช่น sh หรือ Bourn shell, tcsh หรือ c shell ที่ได้รับการปรับปรุง shell อื่นๆอีกหลายตัว ท่านสามารถหาเอามาใช้ได้จาก ports เช่น z sh และ bash

แล้วท่านใช้ shell อะไรเป็นประจำ คำตอบ ก็ขึ้นอยู่กับว่า ท่านชอบของท่านอย่างไร ท่านก็ใช้อันนั้น ถ้าท่านเป็นคนเขียนโปรแกรมด้วย ภาษา C ท่านอาจจะชอบ shell ที่มีโครงสร้างคล้ายๆกัน เช่น tcsh ถ้าท่านมาจาก Linux หรือใหม่กับ unix ท่านอาจจะชอบ bash ก็ได้ ประเด็นอยู่ที่ว่า แต่ละ shell มีคุณสมบัติโดดเด่นจำเพาะตัว ที่อาจเหมาะ หรือ ไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมการทำงานของท่าน

หนึ่งในคุณสมบัติทั่วๆไปของ shell ก็คือ การช่วยเติมชื่อแฟ้มให้เต็ม โดยการเขียนชื่อแฟ้มด้วย ๓ หรือ ๔ ตัวแรก ท่านสามารถเขียนส่วนที่เหลือได้โดยง่าย เพียงแค่ กัดปุ่ม Tab ตัวอย่างเช่น ท่านมีแฟ้ม ๒ แฟ้มชื่อ foobar และ foo.bar ต้องการจะลบแฟ้ม foo.bar ดังนั้น ท่านเพียงแต่พิมพ์ที่แป้นพิมพ์ ดังนี้
rm fo[Tab] . [Tab]
shell ก็จะพิมพ์ออกมาให้เห็นดังนี้ rm foo[BEEP].bar เมื่อ [BEEP] คือเสียงจาก console ซึ่ง shell แจ้งให้เราทราบว่า ไม่สามารถเลือกชื่อแฟ้มได้ เพราะมีอยู่ ๒ แฟ้มคือ foobar และ foo.bar ที่เริ่มต้นด้วย fo แต่สามารถทำได้แค่ foo เท่านั้น ซึ่ง ถ้าเราพิมพ์ . ลงไป แล้วตามด้วยปุ่ม Tab อีกครั้งหนึ่ง shell ก็สามารถบอกได้ว่า ชื่อแฟ้มที่ท่านต้องการ คือ foo.bar และแสดงผลให้ท่านทราบทางช่องทางแสดงผล ทันที

อีกตัวอย่างหนึ่ง ของการใช้งาน shell คือการใช้ environment variable ตัวแปรนี้ คือ คู่ของ ตัวแปร/ค่า ที่เก็บไว้ในพื้นที่ของ shell พื้นที่นี้ สามารถอ่านได้จากโปรแกรมใดใด ที่ shell เรียกใช้ และมีค่าตั้งต้นต่างๆ ของโปรแกรม ตารางนี้ แสดงบางส่วนของตัวแปร และความหมายที่มี
ตัวแปร                   คำบรรยาย หรือ ความหมาย

USER ชื่อ ของผู้ที่ เข้ามาใช้งานในขณะนี้
PATH ชื่อของสารบบ ที่แยกกันด้วย : ที่ใช้สำหรับค้นหาโปรแกรม
DISPLAY ชื่อของ network ที่ภาคแสดงผลของ X11 ใช้งาน ถ้ามี
SHELL shell ปัจจุบัน
TERM ชื่อ ของ terminal ที่ผู้ใช้ ใช้งาน มีไว้สำหรับคำนวณหา ความสามารถของ terminal
TERMCAP ช่องทางในฐานข้อมูลของ การหา Esc code ของ terminal เพื่อทำฟังก์ชั่นบางอย่าง
OSTYPE ชนิดของระบบปฏิบัติการ , ตัวอย่างเช่น FreeBSD.
MACHTYPE สถาปัตยกรรม ของ หน่วยประมวลผลกลาง ที่ระบบกำลังทำงานอยู่
EDITOR ชื่อของ editor ที่ผู้ใช้ ใช้งาน.
PAGER ชื่อของ pager ที่ผู้ใช้ ใช้งาน
MANPATH รายชื่อของ สารบบ ที่แยกกันด้วย : เพื่อใช้สำหรับค้นหา หน้าช่วยเหลือ

การกำหนดค่าของตัวแปร environment นั้นต่างกันไปในแต่ละ shell ตัวอย่างเช่น ใน shell ที่ทำงานคล้ายกับภาษา C เช่น tcsh และ csh ท่านสามารถใช้คำสั่ง setenv เพื่อกำนหนดค่าตัวแปร แต่ภายใต้ Bourne shell เช่น sh และ bash ท่านต้องใช้ export เพื่อกำหนดค่าตัวแปร ตัวอย่างเช่น เพื่อกำหนดค่าตัวแปรของ EDITOR ใน tcsh และ csh ท่านต้องใช้คำสั่งผ่านแป้นพิมพ์ดังนี้ ในกรณี ที่ท่านประสงค์จะกำหนดใหม่ ให้มีค่าเป็น /usr/local/bin/emacs
% setenv EDITOR /usr/local/bin/emacs

และ ภายใต้ Bourne shell
% export EDITOR="/usr/local/bin/emacs"

shell ถือเอาว่า อักขระหลายตัว เป็น meta-characters ซึ่งแทนข้อมูลพิเศษบางตัว อย่างที่เรารู้ๆก็ได้แก่ * ซึ่งแทนจำนวนอักขระตั้งแต่ ๐ หรือมากกว่า ในชื่อแฟ้ม แลส่วนมากแล้ว ใช้กับชื่อแฟ้มนั่นแหละ ยกตัวอย่างเช่น ท่านเพียงแค่พิมพ์ * ลงไป ก็เท่ากับสั่ง ls เพราะ shell จะนำแฟ้มทุกแฟ้ม มา และแสดงทางช่องทางแสดงผล

เพื่อป้องกัน shell จากการ แทนค่า เราสามารถทำให้ อักขระพิเศษ เหล่านี้ หนีออก, escaped, ไปได้ ด้วยการใช้ \ นำหน้าอักขระพิเศษ เหล่านั้น ลองดูซิ สั่ง echo $TERM ยังผลให้ทราบว่า terminal ของท่าน กำหนดค่าตั้งต้นต่างๆไว้เช่นไร แต่ขณะเดียวกัน ถ้าท่านสั่ง echo \$TERM ท่านก็จะเห็นตัวหนังสือ $TERM ตรงๆจริงๆ


การเปลี่ยน shell
วิธีง่ายๆ คือใช้คำสั่ง chsh การวิ่ง chsh จะนำท่านเข้าสู่ editor ที่ถูกระบุโดยตัวแปรสิ่งแวดล้อม $EDITOR ซึ่งถ้าเราไม่ได้กำหนดไว้ เขาก็จะกำหนดให้เป็น vi โดยปริยาย แล้วก็เปลี่ยนบรรทัด Shell: เอาตามใจ

คำสั่งนี้มี option ให้ท่านสามารถกำหนด shell ที่ท่านต้องการได้โดยตรง โดยมิพักต้องเข้าไปใช้บริการของ $EDITOR แต่อย่างใด ง่ายๆ ตรงๆ
# chsh -s shell

เมื่อ shell คือ shell ยอดนิยมของท่าน ใจความจาก handbook จบตรงนี้ และก็ขอจบไว้สำหรับเรื่อง shell เพียงเท่านี้ด้วยเช่นกัน

Friday, July 4, 2008

shell(2)

find

ตั้งใจจะจบเรื่อง shell ไว้เท่าที่เขียนไป แต่มานึกดูอีกที หากขาดรายละเอียดของทั้ง ไฟ, find, และ เสร็จ, sed ที่ใช้ประกอบการบรรยาย ก็เหมือนว่ากินข้าว แล้วไม่ดื่มน้ำตาม ก็ด้วยเหตุนี้แล จึงมีภาคนี้เป็นลำดับถัดมา

find(1) ที่ใช้ค้นหาเอกสารนั้น มีรูปแบบง่ายๆ อย่างที่ยกมานั่นคือ
# find  /usr/ports  -name work  -type d  -print
ซึ่งมีความหมายตรงไปตรงมาคือ ให้หา จาก /usr/ports เอกสารชื่อ work ที่เป็น directory ส่วนที่เหลือนั้นบอกว่า ให้พิมพ์ออกมาเมื่อหาเจอ,  -print
ผลลัพธ์ก็คือ, สำหรับ goffice2,
/usr/ports/converters/fribidi/work
/usr/ports/converters/psiconv/work
/usr/ports/deskutils/glabels/work
/usr/ports/deskutils/planner/work
/usr/ports/devel/goffice/work
/usr/ports/devel/libgsf-gnome/work
/usr/ports/devel/goffice04/work
/usr/ports/editors/abiword/work
/usr/ports/editors/gnome2-office/work
/usr/ports/graphics/dia/work
/usr/ports/graphics/libwmf/work
/usr/ports/math/gnumeric/work
/usr/ports/textproc/wv/work

ซึ่งเรียกกัน หรือ รู้กันว่า คือ temporary working directory, ${WRKDIR}, และจะพิมพ์ออกมาทาง standard output,  stdout ทีละบรรทัด ทีละบรรทัดไป และนี่แหละคือ ไฟ, find(1)

ถ้าเป็นเช่นนี้ คงไม่ใช่ shell ที่เราต้องการ เพราะสิ่งที่เราต้องการคือ, ยกมาจำเพาะผลลัพธ์ บางส่วน,

cd /usr/ports/converters/fribidi && make package
cd /usr/ports/converters/psiconv && make package
....
cd /usr/ports/textproc/wv && make package


ก็แล้วเราจะเปลี่ยนให้ /usr/ports/converters/fribidi/work เป็น cd /usr/ports/converters/fribidi && make package ได้ยังไง ซึ่งก็นี่แหละคือหน้าที่ของ เสร็จ, sed(1) ไงละ

sed
คำสั่งเสร็จที่ใช้ในตัวอย่างที่ยกมาคือ
# sed  -e 's,/usr,cd /usr,'  -e 's,/work, \&\& make package,'
ซึ่งขอยกรูปแบบทั่วไปที่ใช้ตอนนี้มาให้เห็นคือ
# sed   -e  'sDELIMITtextDELIMITnew textDELIMIT'
โดยที่ input ของเสร็จ จะเป็น output ของ ไฟ เพราะส่งกันมาด้วย ท่อ, pipe อีกทีหนึ่ง ก็ต้องเป็นยังงี้แหละ เมื่อ ไฟ ส่งมา ๑ บรรทัด เสร็จ เขาก็จะ process ไป ๑ ที แล้วก็ส่งผลลัพธ์ไปที่ stdout

คราวนี้คงง่ายแล้วใช่ไหม ในการที่จะอ่านสิ่งที่ ได้บอกไว้ตั้งแต่ ports(1) โน้น โดยที่เราเลือกที่จะใช้ตัว คอมม่า เป็นตัว DELIMIT เพื่อแก้ไขตัว text ให้ได้ตามใจ
อ้อ เราต้องแก้ ๒ หนนะ ก็เลยต้องมี สีลบออง ๒ ลบอี sed  -e 's, , ,'  -e 's, , ,' โดยลบอีแรก เราแก้จาก /usr เป็น cd /usr และ ลบอีหลัง เราแก้จาก /work เป็น && make package แต่ สืบเนื่องจากตัว && นั้น มีความหมายพิเศษ เราจึง ยกความหมาย มันออกไปไว้ที่อื่นชั่วคราว ด้วยการใช้ ตัว \ ไงครับ

เสร็จ เอ้ยจบ find & sed และย้ำว่า โปรดศึกษา find(1) & sed(1) เพิ่มเติมด้วย

ขอย้ำว่า เรื่องของ sh ที่นำเสนอนี้ เป็นแต่เพียงสาระเบื้องต้นเท่านั้น และยังหยาบมากอยู่ เพราะยังขาด ในส่วนของการตรวจสอบข้อบกพร่อง ยังขาดการตรวจสอบ return code ของแต่ละคำสั่ง และยังขาดอีก ฯลฯ ขอให้ผู้ใฝ่รู้จงหาความรู้เพิ่มเติมเอาเองจาก sh(1)

ขอให้ประสบความสำเร็จ และ โชคดี

Saturday, June 28, 2008

shell(1)

จากข้อเขียนก่อน ขอขมวดถึง sh script ที่สร้างขึ้นมาจากการลง goffice2 ดังนี้

#!/bin/sh
set -x

cd /usr/ports/converters/fribidi && make package
cd /usr/ports/converters/psiconv && make package
cd /usr/ports/deskutils/glabels && make package
cd /usr/ports/deskutils/planner && make package
cd /usr/ports/devel/goffice && make package
cd /usr/ports/devel/libgsf-gnome && make package
cd /usr/ports/devel/goffice04 && make package
cd /usr/ports/editors/abiword && make package
cd /usr/ports/editors/gnome2-office && make package
cd /usr/ports/graphics/dia && make package
cd /usr/ports/graphics/libwmf && make package
cd /usr/ports/math/gnumeric && make package
cd /usr/ports/textproc/wv && make package

ขอทบทวนไวยากรณ์ของแต่ละบรรทัดพอให้ตามเรื่องราวได้โดยไม่หลงสักพอประมาณ
บรรทัดแรก อันนี้ จำไว้อย่างเดียว จำไว้เลย shell script ต้องเริ่มอย่างนี้
บรรทัดที่ ๒ จะทำให้การทำงานของแต่ละคำสั่ง แสดงผลออกมา ทุกรายคำสั่งย่อย
บรรทัดที่ ๓ ว่างๆ เพื่อความสวยงาม อันนี้เป็นความชอบของแต่ละคนๆไป
บรรทัดที่เหลือ ที่เริ่มด้วย cd /usr ... && make package นั้นคือ โครงสร้างทั่วไป ที่ควรศึกษาและจำไว้ คือ
expression1  &&  expression2
หรือที่เรารู้จักกันในรูป expression1  AND  expression2 ซึ่งทั้ง ๒ นิพจน์ ต้องเป็นจริงเท่านั้น
นั่นคือสาระเล็กๆน้อยๆจาก sh script ที่เขียนขึ้น ทีนี้มาดูว่าเราเขียนขึ้นมาได้อย่างไร เพราะที่บอกไว้ใน ports(1) แล้วว่า ...ถ้าเราไปไล่สั่ง # make package ไปเสียทุกที่ มันก็จบ นั้นมันดูง่ายๆ แต่เราจะไปรู้ได้อย่างไรว่า มัน อยู่ ณ ที่ใดใน ports tree ตั้งหมื่นกว่าตัวนั้น และนี่เองคือที่มาของ ผู้ช่วย อย่าง find(1)
ผลลัพธ์ของ find ดูแปลกดี เพราะไม่ว่าจะสั่ง make run-depends-list ก็พบว่ามีไม่มาก
ท่านอาจจะแย้งเอาได้ แต่ถ้าคิดว่า บาง package นั้น ต้องการอันอื่น เพิ่มขึ้นมา เป็นการจำเพาะ ก็สมเหตุสมผลอยู่
อีกประการหนึ่ง ผลลัพธ์ของ find(1) นั้นที่จริงจะเป็นอย่างนี้ สำหรับ gnome2-office
/usr/ports/converters/fribidi/work
/usr/ports/converters/psiconv/work
/usr/ports/deskutils/glabels/work
/usr/ports/deskutils/planner/work
/usr/ports/devel/goffice/work
/usr/ports/devel/libgsf-gnome/work
/usr/ports/devel/goffice04/work
/usr/ports/editors/abiword/work
/usr/ports/editors/gnome2-office/work
/usr/ports/graphics/dia/work
/usr/ports/graphics/libwmf/work
/usr/ports/math/gnumeric/work
/usr/ports/textproc/wv/work
เราจะเปลี่ยน หรือ แปลงสภาพ ที่เห็นอยู่นี้ ให้เป็น sh script ข้างบนนั้นได้ยังไง คำตอบก็คือ sed(1) ที่ปรากฏในช่วงท้าย ของบรรทัด find นั้น ซึ่งขอให้ศึกษาเอง เพราะไม่ยากเลย
เรื่องของ shell ก็ขอยุติลงแต่เพียงนี้ หวังว่าท่านคงได้สาระบ้าง แลหากมีอันใดบกพร่อง มะขาม ขอน้อมรับไว้แต่ผู้เดียว หากจะมีความดีบ้าง ก็ยกให้กับ ไหมฟ้า ผู้ดูแลในปัจจุบัน และ กุสุมา ผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งหากปราศจาก สองท่านผู้ที่เอ่ยนามมานี้ ก็มิอาจมี มะขาม มาเขียนหนังสือได้ในวันนี้

Monday, June 23, 2008

shell

ขอเอ่ยถึงเรื่องของ shell สักเล็กน้อย ไม่งั้นไม่ได้ชื่อว่าเล่น unix แลเมื่อเอ่ยถึง shell แล้วก็หนีไม่พ้น Bourne shell (sh)

sh เป็นเครื่องมือสำหรับผู้บริหารระบบ ในการจัดการงานต่างๆ แม้ว่าปัจจุบันนี้ จะมีเครื่องมือช่วย ในลักษณะของ graphics ให้มากมายก็ตาม แต่ในยามคับขัน ที่ต้องกู้ระบบแล้ว ความรู้พื้นฐานเหล่านี้ กลับช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้มากกว่า

sh เป็นทั้ง command interpreter ที่ท่านต้องใช้ เมื่อท่านเข้าสู่ single user mode และ programming language ที่สามารถทำให้ท่านเขียน script สั้นๆเพื่อ แบ่งเบา งานซ้ำซากสำหรับท่านได้

ข้อเขียนวันนี้ ขอนำเสนอในแง่หลัง ทั้งนี้เพื่อใช้ประกอบกับเรื่องของ ports(1) ที่ได้เสนอไปก่อนหน้านี้

sh เป็นแฟ้มเอกสารพื้นๆ จึงสะดวกที่ท่านสามารถใช้ vi หรือ plain text editors ยอดนิยมของท่าน มาเตรียมขึ้นโดยง่าย ในการเขียน sh script นั้นมีหลักยึดง่ายๆเลย คือ ให้เขียนไปทีละบรรทัด ทดสอบไปทีละบรรทัด ก็ดูง่ายๆ ตรงไปตรงมาดี โดยเริ่มต้นที่

#!/bin/sh


ขอยกตัวอย่างง่ายๆอันเป็นที่นิยมยกมาคือ Hello, world ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วก็ไม่มีอะไร นอกจากสั่งให้ข้อความดังกล่าว ปรากฏที่หน้าจอ ฟังก์ชั่นนั้นคือ echo ก็ลองเรียก editor ยอดนิยมของท่านมา แล้วเตรียมเอกสารชื่อ myhello โดยมีรายละเอียดในแฟ้มนั้นดังนี้ ตามนี้เลยนะ, สีแดงๆ ไม่ต้องระบายให้หรอก

#!/bin/sh

echo Hello, world

เมื่อเสร็จแล้วให้สั่งต่อไปอีก ตามนี้นะ
# chmod +x myhello
พอเสร็จแล้วก็สั่งต่อไปซี น่านะ
# ./myhello
คงไม่ต้องบอกหรอกว่าผลลัพธ์คืออะไร

ความจริงแล้ว ฟังก์ชั่น echo นั้นไม่มีอะไรมากเลย เราเขียนอะไรตามหลังคำนั้น เขาก็เขียนอันนั้นออกมาที่ standard output แต่ก็ใช่ว่า อักขระ ทุกตัวจะสามารถแสดงออกมาได้ ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น หากเราต้องการ แสดงอักขระนั้นๆ ก็ย่อมทำได้ โดย ปิดคุณสมบัติ ของอักขระนั้นๆเสีย เราใช้ escape character ปิด คุณสมบัติพิเศษต่างๆ
ตัว escape character นั้นได้แก่ \
ค่อยๆเรียนรู้ไปทีละตัวว่า อะไรแสดงได้โดยตรง อะไรต้องการ escape character
ลองพิมพ์ข้อความต่อไปนี้บนหน้าจอของท่านดูซิ

# echo #\!/bin/sh
# echo set -x
# echo

คงคุ้นๆกันอยู่กระหมั่งหนา และโปรดสังเกตุด้วยว่า ! นั้นต้องใช้ escape character เข้ามาช่วย เพื่อให้แสดงผลเป็น ! จริงๆ เพราะความหมายแท้จริงของเขาใน shell นั้นคือ negate
ทีนี้ แทนที่เราจะให้แสดงผลที่หน้าจอ เราก็ให้เก็บไว้ในแฟ้มใดแฟ้มหนึ่ง โดยวิธีที่ง่ายๆ สำหรับแฟ้มเล็กๆ (หรือแม้กระทั่งแฟ้มใหญ่ๆ ก็ยังคงใช้วิธีนี้ได้เช่นกัน)

# echo #\!/bin/sh > pkgs
# echo set -x >> pkgs
# echo >> pkgs

หากท่านอยากทราบว่า ข้อความดังกล่าว จะมีอยู่ในแฟ้ม pkgs หรือไม่ ก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยคำสั่ง cat โดยมิถึงกับต้องเรียก editor แต่อย่างไรเลย

# cat  pkgs

อนึ่ง หากท่านต้องการให้แฟ้มนี้ สามารถ ทำงานได้ ท่านต้องกำหนด permission ให้เป็น +x ด้วยคำสั่ง chmod ดังนี้

# chmod   +x  pkgs

เพียงเท่านี้ ท่านก็สามารถสร้าง shell ขึ้นมาใช้งานได้ง่ายๆ
ทิ้งท้ายด้วยคำถามชวนคิด จากเอกสารเรื่อง ports(1) ขอถามว่าคำสั่ง find ... นั้น แท้จริงทำอะไร ใครตอบได้ถูกต้อง มีรางวัลให้ก็แล้วกัน

View My Stats