Showing posts with label วัดปรมัยฯ. Show all posts
Showing posts with label วัดปรมัยฯ. Show all posts

Thursday, March 10, 2011

วัดสนามเหนือ ท่าน้ำปากเกร็ด

ท่าน้ำปากเกร็ด วัดสนามเหนือ วัดปรมัยฯ (หรือวัดเจดีย์เอียง)
ตรงไปนั่นแหละ ท่าน้ำปากเกร็ด ซ้ายมือ ทะลุออกไปวัดสนามเหนือได้
ศาลาท่าน้ำวัดสนามเหนือ ลงเรือที่นี่ เพื่อไปขึ้นท่าวัดปรมัยฯ
 รูปนี้ ถ่ายไว้นานแล้ว เห้นมันเป้นเส้นนำดี ถ้าเดินแทงไปทางซ้ายตรงเสาข้างหน้านั้น ทะลุตลาดออกไปให้ได้ จะไปเจอถนน ที่จะนำไปยังวัดสนามเหนืออีกทีนึง

ส่วนรูปศาลาที่ท่าน้ำวัดสนามเหนือ (ปรมัยฯ อันนี้ ผิดครับ ที่ถูกคือ วัดสนามเหนือ) นั้น ถ่ายเอาไว้ เพราะป้ายบอกให้ระวังหัว มันอยู่สูง ขนาดว่า มือ มะไฟ ยังเอื้อมไม่ถึง ก็ให้นึกขำว่า หัวโปรด มาจากที่ไหนกันจะสูงขนาดนั้น หัวคนคงไม่สูงถึงหรอกน่า

แต่ความคิดที่ว่า ยังไม่สิ้นกระแสดี ก็เจอฝรั่งสูงโย่งโก้ะ เรียกว่า ป้ายอันนั้นห่างจากหัวฝรั่งสักคืบกว่าๆเอง

ป้ายอันเล็กๆ สีขาวๆ อยู่ล่างจั่ว ที่อยู่ล่างป้ายชื่อศาลาที่เป็นสีเขียวอีกทีนั่นแหละ

ตรงศาลานี้แหละ ระหว่างที่ยืนรอเรือข้ามฟาก จะมองเห้นองค์เจดีย์เอียง เด่นสง่า เป้นสัญญลักษณ์ของ เกาะเกร็ด เลยทีเดียวเทียว

ไปจ่ายค่าข้ามฟาก ที่ฝั่งวัดปรมัยฯครับ ๒ บาท ของกิน ยังไม่ต้องรีบหาซื้อที่ท่านี้ บนเกาะ มีให้จ่ายเพียบ ถ้าอยากจ่ายตัง

กำลังค้นหารูปองค์เจดีย์เอียงอยู่ เคยถ่ายไว้ มะรู้อยู่ไหน

ช่างเถอะ อันดับที่ 10100, 10101 ผ่านไปอีกแล้ว โดยไม่มีผู้ต้องการ gift เน้าะ

เจดีย์เอียง
ไปค้นรูป จาก maps.google.com ได้จากที่เขาถ่ายเอาไว้ มาให้ดู รูปองค์พระเจดีย์เอียงในบริเวณองค์เจดีย์นั่นแหละ มีสวนหย่อม มีเก้าอี้ สักราวๆ ห้าหกตัว (ทำไมถึงเรียกว่า เก้าอี้ ก็ไม่รู้ น่าจะเป็น ห้าอี้ หกอี้) พอให้นั่งอ่านหนังสือได้ แต่ ไม่มีเต้าเสียบให้ใช้กระแสไฟฟ้าหรอกน่ะ อินเตอร์หน่ง อินเตอร์เน้ต อะไรก็ไม่มีให้ด้วยย

Saturday, March 5, 2011

เกาะเกร็ด : เกาะแห่งชีวิต

มหัศจรรย์แห่งชีวิต
จริงอยู่ แม้เหตุ ปัจจัยเท่านั้นหรอกจึงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป แม้จะตระหนักดี แต่เมื่อมันเกิดขึ้นจริงๆ คาตา ก็ทำเอาขนลุก ขนพอง ด้วยปีติ

อาหย่อย
ไปเกาะเกร็ดอีกครั้ง อย่างที่ตั้งใจ แต่ ผู้คนมาก ก็ทำเอาสำรวจอะไรไม่ได้มากนัก กอรปกับน้องโซลเธอหิว เลยแวะที่ร้านเก่า ทอซอน เราสองคนตาหลาน นั่งขัดตะหมากซดก๋วยเตี๋ยวกันอิ่มท้องไว้ก่อน

เจ้าของร้านเขายังจำทารก ๒ ศอกได้ ทักทายทำเอาปลื้ม ยิ้มไม่เลิกไปตลอดทางจนถึงวัดเสาธงทอง

เข้าไปในโบสถ กำลังสวดมนต์จะก้มลงกราบ ทารกมาแตะแขนถามว่า
ลุงตุ๋งอธิษฐานอะไร โซล จะเขียนให้
ขอให้ได้พบคนดีก็แล้วกัน ก็ตอบหลานไป
มันก็ไปเขียนในสมุดเยี่ยม ตามประสาทารก
ออกจากโบสถ มาไหว้รูปปั้นหลวงพ่อฯ ที่พระวิหารตรงทางเข้าอีกรอบ แล้วเดินกลับ ตามทางเดินรอบตัวเกาะ  กำลังจะพ้นบริเวณวัดเสาธงทอง ก็เห้นรถเข็นขายข้าวต้มมัด เลยซื้อไว้ ๓ มัด เป็นไส้กล้วย ไส้ถั่ว แบ่งกันไป ตาหลาน ๓ ( ที่ว่า ๒ อันนี้ ผิด แม่ค้า ขายมัดละ ๗ บาท แต่ สามมัด ดันขาย ๒๐ บาท) มัด ๒๐ บาท

พอดี สาวญี่ปุ่น เธอเดินหลงทางรึไงไม่ทราบ รึอาจจะสนใจ ที่ มะไฟ (ตรงนี้สะกดผิด ทะไฟ) กับ โซล ซื้อข้าวต้มมัด จากรถเข็นก็เป้นได้ มาถามทางลงเรือข้ามฟากไปปากเกร็ด เพื่อจะกลับตัวเมือง, กรุงเทพฯ นั่นแหละ

ก็บอกเธอไปว่ากำลังจะข้ามเหมือนกัน ไปด้วยกันดีมั้ย

คู่กรรมของเขาแล้ว ไม่แคล้วได้เจอกัน
เธอ, ยูกิซัง, ถามเป้นอังกฤษ มะไฟ ตอบเป็นญี่ปุ่น ก็ทำเอายูกิซัง ทั้งแปลกใจทั้งดีใจจนออกนอกหน้า ว่ารู้ภาษาญี่ปุ่นได้ยังไง  ไม่อยากคุยว่า ขอข้าวคนญี่ปุ่นกินได้ล่ะกัน ถ้าได้ไปน่ะ ก็ตอนปี ๑๙๘๗ โน้น ได้ทุนไจก้า ไปอยู่ที่นั่นเลยรู้ภาษานิดหน่อย เอ้ย ภาษาญี่ปุ่น

อีตอนข้ามฟาก แวแวอิ้สอะแวแว where where is a where where ไหนไหนก็ไหนไหนแล้ว เลยเอากล้องมากดแชะ กดแชะ รูป ๒ สาวเอาไว้ซึ่งพอเอามาดูทีหลัง ก็ถึงกับสะดุ้ง เพราะน้องโซล มันใส่เสื้อที่พิมพ์ตัว ฮิรางาน่ะ บนเสื้ออยู่ด้วย ราวกับว่า ๒ ท่านนี้ เขาทำกรรมร่วมกันไว้แต่ปางก่อน ถึงได้มาเจอกันในนี้ยังงี้
คู่กรรม

พอข้ามฟากมาแล้ว ถามย้ำอีกครั้งว่าเธอแค่จะเข้าไปในตัวเมืองเท่านั้นเองหรือ เธอก็ว่าใช่ และจะไปที่ bts อะไรนี่แหละ ซึ่ง โซล บอกว่าเป้นรถไฟ เลยตัดใจพาไปส่งที่เซ็นทรัล (นี่ก็ สะดกผิดอีก เซ็นทรับ)แจ้งฯ เพราะเห็นว่า มีรถตู้ไปลงที่นั่น กะว่าให้ ยูกิซัง เธอต่อรถตู้เอาเอง

แต่พอนั่งแท้กซี่มาสักนิด มานึกดูว่า เอ้ เธอคง (นี่อีกที่ที่สะดกผิด คว) จะพูดกับคนขับรถตู้รู้เรื่องหรอกน่ะ แถมอาจจะโดนของแถมอะไรต่อมิอะไรอีก, ไม่ได้ดูหมิ่นถิ่นแคลนอะไรหรอก แต่นึกถึงอกเขาอกเรา เวลาไปต่างประเทศน่ะ เลยบอกแท้กซี่ให้ไปส่งที่หมอชิตตรงสถานี bts ซะ

ยูกิซัง เธอก็ดูว่าชอบใจ และออกจะรักน้องโซลเอามากมาก ควักผ้าเย็นมาเช็ดหน้า เช็ดตา แขนมือให้ระหว่างที่นั่งมาในรถแท้กซี่นั้น พอส่งลงที่ตำแหน่งใกล้ๆกับสถานีรถไฟฟ้า bts แล้ว พวกเราสองคน ตา-หลาน ก็พากันกลับ

นี่แหละหนา แรงอธิษฐานฯ รึเปล่า หรือว่า บุรพกรรมแต่ปางก่อน

Tuesday, April 27, 2010

หยดหนึ่งของความเมตตา

ควันหลง
หลังคณิตศาสตร์ ทำไมมันกลายเป็นควันหลงไปได้ เน้อะ
ช่วงสงกรานต์ ก็พา อุรา ลูกชายคนเล็ก ไปสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ ณ มหารามัญเจดีย์ วัดปรมัยฯ หรือ วัดเจดีย์เอียง
ความที่เขาไม่ค่อยได้ไปไหนมากนัก พอชวนไปทำบุญ ทำให้แม่ เขาก็ไป พาเข้าไปในพระอุโบสถ กราบไหว้พระ เขาก็ปฏิบัติตาม

ไปสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ เขาก็ไปด้วย ที่สุด เข้าไปในพระวิหารพระนอน ที่ ร.๕ พระองค์ท่านมาสร้างไว้ เขาก็ไปด้วย และก็เล่าถึงเรื่องที่ น้าไหม เขาอุตสาห์หนีคน จากหน้าอุโบสถมายังวิหารพระนอนนี้ แต่ก็มาเจอะเจอหมู่สุชน ที่เขามาทำบุญ ๙ วัดกัน ยังกับว่า เอาบุญมาให้น้าไหม ให้อุราได้ฟังด้วย

จากนั้น พาไปไหว้พระ ในอุโบสถ วัดเสาธงทอง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของเกาะเกร็ด

ขากลับมา ก็พาไปไหว้พระที่วัดไผ่ล้อม ซึ่งหลวงพ่อที่วัดนี้ ก็ได้ไปสวดให้คุณแม่ของอุรา (ก็เมียของผมนั่นแหละน่า) ด้วยในคราวโน้น ในปี ๒๕๓๗ นู้นแนะ

ไหว้พระแล้ว ก็แผ่เมตตาน่ะลูก
ฮับพ่อ
รู้มั้ย น้ำตาทีละหยดที่หลั่งรินออกมาของคนที่ทุกข์โศก มันมากมายมากกว่าน้ำในมหาสมุทร
ฮับพ่อ
รู้มั้ย น้ำทีละหยดเล็กๆ แม้จะหยดช้า แต่ถ้าหยอลงมาเรื่อยๆ บ่อยๆ ก็เต็มตุ่มได้
ฮับพ่อ
ทำบุญ ก็เหมือนกันน่ะ ทำบ่อยๆ
ฮับพ่อ
แผ่เมตตา ก็เหมือนกัน ทำบ่อยๆเข้า เมตตาจิตของเราก็จะเข้มแข็ง
ฮับพ่อ
พลังแห่งความเมตตาก็จะมาก ก็จะแรง
ฮับ พ่อ


แผ่เมตตาบ่อยๆน่ะลูก เมตตาจิตที่ลูกแผ่ออกไปนี่แหละ พระท่านว่า นอนก็ฝันดี ตื่นก็เป็นสุข พิษร้อนไม่ได้กิน เป็นที่รักของมนุษย์ เปนที่รักของเทวดา ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนรัก คอยช่วยเหลือ
ฮับพ่อ
สำคัญเมตตาจิตหยดแรกของลูกนี่แหละ จะไม่หยาดออกไปให้สัตว์ผู้เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้สัมผัสกับความเยือกเย็นทีเดียวเจียวหรือ ฮึ
ทำไงคับพ่อ
ว่าตามน่ะ
คับ

สัตว์ทั้งหลาย
ที่เปนเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเอ๋ย
จงเปนสุขเปนสุขเถิด
อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

สัตว์ทั้งหลาย
ที่เปนเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเอ๋ย
จงเปนสุขเปนสุขเถิด

อย่าได้เจ็บไข้ ลำบากกายลำบากใจเลย

สัตว์ทั้งหลาย
ที่เปนเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเอ๋ย
จงเปนสุขเปนสุขเถิด
อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย

สัตว์ทั้งหลาย
ที่เปนเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเอ๋ย
จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากภัยทั้งหลายเถิด

เท่านี้แหละลูก
คับ
มีสองตอน ตอนแรก ๓ ท่อน ไม่อยากให้เป็น ตอนหลัง ๑ ท่อน อยากให้เป็น
ที่สำคัญ ต้องว่าออกมาจากใจ นึกออกมาจากใจของลูกโดยแท้จริง
คับ
ดีแล้ว
เพียงหยดหนึ่งของความเมตตาจากใจของลูก อาจจะทำให้โลกสงบลงก็ได้
ใครจะรู้
กรรมเก่าของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน
แต่เพียงสร้างบุญร่วมกันมาเท่านั้นหรอก ถึงนำชักให้ได้มาพบประสบกัน
เมื่อได้เกิดมาแล้ว ก็หมั่นทำบุญน่ะ บุญง่ายๆ ที่พ่อเคยบอกไว้นั่นแหละ

ก็แล ณ ที่วัดไผ่ล้อมนี่เอง ที่ได้คิดไปว่า ชั่วขณะจะก้าวขาออกไป เราจะไปเหยียบย่ำเอา กระทำเอา รูปนาม ที่ตาเรามองไม่เห็น ให้แตกทำลายไปรึเปล่าหนอ, นานมาแล้ว เมื่อครั้งผ่าตัดไส้เลื่อนคราวนู้น

ก็หน้าร้านทอซอง ชื่อทำนองนี้แหละ ตรงปากทางเข้าออกวัดไผ่ล้อม ที่พวกเราสองพ่อลูกไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวมอญ อุราเห็นมดดำตัวเล็กๆ แล้วถึงกับโพล่งออกมาว่า กลัวว่าจะทำให้มดมันตาย

ก็เล่าความจริงที่เกิดขึ้นกับจิตใจของตัวเอง ที่เกี่ยวกับ รูปนามที่มองด้วยตาไม่เห็นนั่นแหละ ให้ลูกได้รับฟัง ให้เขาได้รับทราบ

บังเอิญ เน้าะ
หยดหนึ่งแห่งเมตตาจิต ได้หยาดออกมาโดยไม่รู้ตัว

Sunday, July 20, 2008

ธรรมชาติ(2)

วันที่ ๑๖ กค ที่ผ่านมา กำลังจะกลับบ้าน และตั้งใจว่า จะเอาหลายสิ่งหลายอย่าง ไปทำต่อด้วย เพราะเป็นวันหยุดยาว แต่เกตุ เพื่อนร่วมงานบอกว่า เกียรติ เสียชีวิตแล้ว เมื่อเช้านี่เอง อันที่ตั้งใจจะทำนี่ทำนั่นก็เป็นอันพับไว้ก่อน เพราะต้องไปงานศพเพื่อน

เกียรติ เป็นเพื่อนผมที่ไม่ทิ้งผม แม้ในยามที่ผมได้รับความเกลียดชังจากหลายๆคน เขาก็ยังทักทายผมเป็นปกติ เกียรติ เสียชีวิตข้างถนน เพราะอุบัติเหตุจากรถยนต์ คล้ายกันกับ กุสุมา ที่ก็ เสียชีวิต เพราะอุบัติเหตุจากรถยนต์ เมื่อปี ๓๗

ขออโหสิด้วยนะเพื่อน ให้อโหสิกรรมหมดสิ้นแล้ว กุศลผลบุญใดใดที่ทำมา แม้จักน้อยนิดเพียงไร ก็ขอให้ได้รับรู้ และรับไปด้วยเถิด และยามเที่ยงวันนี้, ๒๐ กค, ก็ได้นั่งสมาธิที่วัดปรมัยฯ เกาะเกร็ด ขอ เทวดา จงโปรดนำกุศลผลบุญ ไปบอกเพื่อนด้วยเถิด

สู่สุคติเถิดเพื่อน

๑๗ นาฬิกา ๒๑ กค ๒๕๕๑ ดอกไม้ไฟให้เพื่อน

View My Stats