Showing posts with label วัดเสาธงทอง. Show all posts
Showing posts with label วัดเสาธงทอง. Show all posts

Sunday, February 24, 2013

เกาะเกร็ด เกาะแห่งชีวิต

วัดสนามเหนือ
ปากทางสู่เกาะเกร็ด

เข้าไปก็เจอโรงทาน นึกถึงคราวที่ไปทำโรงทานช่วยคุณพิมที่คำเขื่อนแก้วครานั้น ครั้นพอทราบว่า เป็นงานถวายเพลิงพระราชทานให้กับหลวงพ่อท่าน ก็ไม่รอรี เข้าไปขอก๋วยเตี๋ยวกินก่อน ๑ ถ้วย

ยกมือท่วมหัว ขอให้อานิสงส์นี้ จงดลให้ผู้ที่มาทำโรงทานทุกท่าน จงมีกิน มีใช้ อย่าได้อด ไปไหนมาไหน ขอให้มีผู้ช่วยเหลือตลอด อย่าได้ขาดตกบกพร่องอันใดเลย

นัดกับ พาย ดุ๊ก เอาไว้ เลยต้องรีบโทรฯไปบอกเพื่อน เพราะเพื่อนขับรถมา เกรงว่าจะหาที่จอดลำบาก แต่ ที่สุด ก็จอดซะไกลลิบ พาย บอกมางั้น

ที่ท่าสนามเหนือ เรือกำลังจะออก อารามรีบเลยไม่รอเพื่อน ขอโทษจริงๆน่ะ แต่กะไปเจอกันที่ท่าวัดปรมัยฯนั่นแหละ หลังจากเข้าไปไหว้พระในโบสถแล้ว

ทักทายกันไม่กี่คำ พายบอกว่าหิว เลยพากันเดินไปรอบๆบริเวณทางเดิน เพื่อพาพายกับดุ๊ก ไปกินอาหารเช้า ก็ร้านก๋วยเตี๋ยวทอซอนขาประจำ ดุ๊กพูดคุยกับเจ้าของร้านสนุกสนานออกรสชาติดีแฮะ ไม่เชื่อ ลองมาฟังดุ๊กคุยดูเอาเองเหอะ

....เจ้าของที่ ถึงกับตรอมใจตาย เพราะสวนทุเรียนเสียหายหมด....
..... ต้องถามว่า ทุเรียนเมืองนนท์ เหลืออยู่กี่ต้น ....
...คงเอาพันธุ์ที่เอาไปปลูกที่จันทร์ ย้อนกลับมาใหม่ได้ครับ ....
... แต่ก็ไม่ใช่วันสองวัน ต้องสามสิบสี่สิบปี กว่าจะออกผล....

สาระที่พอสรุปได้ จากเจ้าร้าน กับ ดุ๊ก
มะไฟ กับ พาย ก็ได้แต่นั่งฟังสองปราชญ์เขาเสวนากัน

สะพานเชื่อมภพ
เจ้าของร้านท่านก็ยังถามหา น้องโซล จาก มะไฟ อยู่เลย

อิ่มแล้ว เตลิดไปวัดเสาธงทองกัน ไปไหว้พระ นับว่าเป็นบุญที่ช่วงเข้าไป กลับว่างเปล่า ไม่เบียดเสียดผู้คน
ลิบๆสูงลิ่วเป็นฉากหลังคือต้นยาง ๒๐๐ กว่าปี กับเจดีย์ย่อมุม
จุดธูปเทียน ถวายดอกไม้ที่ศาลาแล้ว เข้าไปในโบสถ สวดมนต์ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย นึกขอศีล ๕ เสร็จสรรพ นั่งขัดตะหมาด ทำใจให้สงบได้เพียงสิบห้านาฑีโดยประมาณ

แผ่เมตตาแล้ว ออกมาเดินรอบๆบริเวณวัด ที่ไม่เคยเดินเลย นับตั้งแต่เกิดมาในชีวิตนี้

เก่า ใหม่
นึกถึงผู้คน เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยากระโน้น วัดเสาธงทองแห่งนี้เป็นยังไงไม่ทราบ แต่บัดนี้ ดูทรุดโทรมมาก หดหู่ใจมาก

ซีงิต

พอออกมาที่ศาลา ก็เจอกับฝูงผู้คนที่หลั่งไหลกันมาเที่ยว ไม่รู้ว่ามาจากไหนกัน พาย ดุ๊ก ที่ยืนรอด้านนอกที่ศาลาริมน้ำ ก็ยังกับรู้ เดินออกมาจ้องดูพอดี

ก่อนออกจากเส้นทางรอบเกาะ
ขอบคุณเทวดา ที่ช่วยให้ได้พบความสะดวกสบายในการทำบุญ
ทำไมน่ะ ทำไม ทางเข้า มักจะถ่ายเอาเป็นรูปสุดท้ายไปซะแทบทุกครั้ง
ขาไป พายเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว ขากลับ พาย ยังพาไปกินข้าวแช่ที่ทางออก ยังแถมเมี่ยงมาอีกห่อใหญ่

แยกกันกับ พาย ดุ๊ก ที่ท่าวัดปรมัยฯ ราวๆบ่ายโมงครึ่ง
เดี๋ยวขอให้ถ่ายโอนรูปจากกล้องลงมาก่อน แล้วจะนำรูป ชุด เกาะเกร็ด เกาะแห่งชีวิต นี้มาลงให้ได้ดูชมกัน


แหมแหมแหม มาถ่ายเอ้า ถ่ายเอา เขินน่ะ
๒๔ กุมภาพันธ์ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนสาม (มาฆะมาส) ก่อนวันมาฆะบูชา ๑ วัน

Thursday, May 17, 2012

บุญหลง ... วัดนาป่าพง

ขออนุญาตเขียนถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ก็ ไวไว นี่แหละ ๑ สัปดาห์ ก่อนทำบุญวันเกิด
ความจริง วันนั้น วันที่ ๖ พค ตั้งใจจะไปงานยกช่อฟ้า ที่โบสถวัดเสาธงทอง แต่ลืม อาจจะเพราะความอยากไปวัดนาป่าพงมันมากเกินไป กอรปด้วยพอดีมีช่อง ได้ไปโดยสะดวก เลยพลาดไปวัดเสาธงทอง ที่เกาะเกร็ดจนได้ ทั้งที่กำหนดไว้ในใจแล้วว่า ต้องไป

สติ-สัมปชัญญะ

ในเรื่องของวัดนาป่าพง ที่สนใจเพราะหลวงพ่อท่านไปออกรายการทีวี แล้วยกประเด็นคำสอนขององค์พระศาสดา มาเป็นหลักสำหรับอ้างอิง ก็เห็นด้วย เลยวาง link ไว้ นานแล้วด้วย

เคยดูใน internet แล้วโทรฯเข้าไปถาม
ได้ความว่า ให้ลงที่ 711 ตรงคลอง ๑๑ นั่นนั่งมอไซด์มา มันจะใกล้กับยูเทอน ...

ถ้าจะมาฝึกในวันศุกร์ ให้บอกล่วงหน้า...

ประมาณนั้น... ก็เมื่อวันก่อนหน้านี้, ๖ พค ๒๕๕๕, ตาน้องโซล จะไปต่างจังหวัด เลยถามว่า

จะผ่านคลอง ๑๐ มั้ย

ตาน้องโซล ก็เลยวิ่งผ่านไปให้ พอเห็นคลอง ๑๐ ก็หาที่กลับรถไม่เจอ แวะปั้มข้างทาง ..ล้างมือ
ถามมอไซด์ได้ความว่า 711 ข้างหน้ามีอีก, วัดนาป่าพง ยังไม่ถึง
ก็เลยแวะซื้อไวตามิลค์ให้ตา ซื้อผัดกะเพาไก่ราดข้าวกับน้ำ นั่งกินริมถนน ตรงป้ายรถเมล์ สายธัญญะนั่นแหละ

ลองๆเดินไปดู เห็นว่ามีวินมอไซด์ ก็เลยนึกถึงที่เคยถามไว้นานแล้วนู้น

กรรมนำพา บุญนำชักจริงๆ
นั่งมอไซด์ไป เข้าไป นั่งฟังหลวงพ่อเทศน์
จบแล้วไปกราบไหว้พระซะ

ระหว่างที่นั่งๆฟัง ก็พลันนึกได้ เขามาวัด มีแต่เอาของมาให้ นี่ตั้งใจแต่จะมาเอาๆๆ เลยที่คิดจะมาขอต้นทองหลางไปนั้น ล้มเลิกความคิดซะ

มันผิดวิสัยที่คนทั่วไปเขาทำกัน

พอกราบหลวงพ่อแล้ว นึกได้ เจ้า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม กรรมนำพา เธอบอก ฝากนมัสการพระอาจารย์ด้วย ... ก็เลยไปไหว้ท่านอีกหน บอกท่าน ท่านก็ยิ้มๆ คงขำที่เห็นอาการรีรีรอรอ แล้วถือโอกาสขอโสดาบันฯ มาด้วย (๑ เล่มน่ะ หนังสือน่ะ)

ส่วนความเป็นโสดาบันนั้น ต้องทำเอง ถึงจะรู้เองเห็นเอง ด้วยตัวเอง

ไปวัด ไม่ยากหรอก แต่ที่แปลกใจคือ ทำไมคนไม่ชอบเดินกัน
ระยะทาง ก็ไม่ได้ไกลอะไรนัก เดินไปทีละก้าวๆ ซ้ายที-ขวาที แล้วก็วนไปซ้ำไปซ้ำมา ประเดี๋ยวก็ถึง

คนกลับไม่ชอบเดิน แต่ มักง่ายนั่งรถไปซะงั้น

วานนี้ ก็รำรำจะออกเดินไปแล้ว ดีแต่ แท้กซี่โผล่ออกมาซะก่อน กับ ให้นึกสงสาร...
สงสารชาวบ้าน ถ้าหากว่า มะไฟ เป็นลมไป เขาต้องโกลาหลพาไปส่งโรงหมอ

เลย ตัดใจนั่งรถมาซะงั้น

ยาก ตรงที่ไม่เข้าใจอรรถถ้อยความที่พระสารีบุตรท่านพูดถึง สักกายทิฏฐิ นั่นแหละ ถ้าหากว่า สักแต่ว่ามองทุกอย่างแค่ นาม-รูป ก็

โอเชแหละ .. โสดาบัตติมรรค-ผล เกิดขึ้นแล้ว

ความปกติทางใจ ศีลระดับใจ ที่ แม้แต่คิดก็อย่าให้ไปล่วงละเมิดทั้ง ๕ ข้อนั้น ทุกลมหายใจเข้าออก เอากันถึงขนาดนี้แหละครับ
ชาวบ้าน ทำยากมาก ทำได้ ก็บางช่วง บางเวลาของการใช้ชีวิตเท่านั้นแหละ

แต่ ถ้ามองว่า อย่าให้กลายเป็นถือศีลโง่ๆ ก็ใช้ได้แล้ว อริยะกันตศีล (เขียนผิด อย่าว่ากน) ก็น่าจะเกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป

ส่วนข้อมั่นคงในพระรัตนตรัยนั้น อันนี้ ก็ยังพอทำได้บ้างแล้ว

เฮ้อ อวดอีกแล้ว อวดอีกแล้ว อสัตตบุรุษอีกแล้ว

ขากลับ ไม่มีรถแฮะ

Thursday, October 13, 2011

เกาะเกร็ด : เกาะแห่งชีวิต

ได้เห็นองค์เจดีย์เอียง ก็รู้ว่ารอด

ถึงอย่างไร ก็อดไม่ได้

ขออาราธนาคุณพระรัตนตรัย แล กุศล ที่ทำไว้ตลอดพรรษานี้ แม้จะกะพร่องกะแพร่งปานใด จงดลบันดาลให้ชาวไทยทุกคน รอดพ้นจากอุทกภัยครั้งนี้ด้วยเถิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปากเกร็ด อันถือว่าเป็นเสมือนปากทางสู่ กทม นี้ทางหนึ่ง  ขอให้รอดพ้นด้วยเถิด

เคยไปนั่งปฏิบัติธรรม ทั้งในวัดปรมัยฯ วัดไผ่ล้อม วัดเสาธงทอง เคยไปไหว้พระที่วัดศาลากุล ขอกุศลนั้น จงช่วยให้พี่น้องชาวเกาะเกร็ด ได้รอดพ้นจากเภทภัยในครั้งนี้ด้วยเถิด

เช้าวันนี้  Fri Oct 14 08:10:20 ICT 2011 ยังรอดอยู่ได้ ยังมองเห็นถนนหนทางได้ ยังได้มาทักทายกับเพื่อนๆ

นี่ ขนาดว่าปฏิบัติไม่เท่าไร ยังเป็นแรงบุญที่รักษาชีวิตให้รอดไว้ หากปฏิบัติให้มากกว่านี้ คงดีกว่านี้มาก  แรงบุญที่แม้แต่เพียงลูปคลำ อ่าน คิด พิจารณาตามพระไตรปิฎก ยังช่วยให้รอดมาได้

นโมตสฺส ภควโต 
อรหโต
สมฺมา
สมฺพุทฺธสฺส นโมตสฺส ภควโต
อรหโต
สมฺมา
สมฺพุทฺธสฺส นโมตสฺส ภควโต
อรหโต สมฺมา
สมฺพุทฺธสฺส
พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

และ พระคุณมารดา-บิดาผู้บังเกิดเกล้า พระคุณครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิประสาทวิชา ข้าพเจ้า ขอนมัสการ แลขออาราธนาศีลห้า เอามาเป็นแนวปฏิบัติ สำหรับชีวิตประจำวันในวันนี้ จวบจนตลอดชีวิต และ ตลอดไปจนกว่าจะได้ดวงตาเห็นธรรมด้วยเถิดครับ

Saturday, July 23, 2011

เกาะเกร็ด -- เกาะแห่งชีวิต

เม็ดบัวสด
เพิ่งกลับจากเกาะเกร็ด
ไปกับหลาน
ไหว้พระที่โบสถวัดปรมัย ยกมือไหว้หลวงพ่อโต ที่วัดไผ่ล้อม เพราะรู้ว่าซ่อมโบสถ ไปวัดเสาธงทอง ทำบุญกระเบื้อง ๒ แผ่น คนละแผ่นกับหลาน แล้วกราบ ไหว้หลวงพ่อ ก่อนเข้าไปในโบสถ เข้าไปก็พบว่า กำลังซ่อมหลังคาโบสถเหมือนกัน

เลยได้แค่ไหว้พระสวดมนต์ เพราะปกติ มักจะนั่งสมาธิที่นั่น แต่วันนี้ไม่สะดวก

ที่สุด ก็แวะมาไหว้พระที่พระวิหารพระนอนในวัดปรมัยฯ แล้วนั่งสมาธิแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลให้เหล่าผู้กล้าที่เสียสละชีพ ทั้ง ๒ ครานั้น ที่พระวิหารพระนอน วัดปรมัยยิกาวาสนั่นแหละ

เอาบุญมาฝาก

Monday, May 2, 2011

เกาะเกร็ด : เกาะแห่งชีวิต

๓๐ เมษายน ที่ผ่านไป ไปโรงเรียนกับหลาน เสร็จธุรของเขาก่อนเที่ยง เดินออกมาเลียบถนนติวานนท์ ผ่านวัดชลประทานฯ จึงพาหลานเข้าไป กะจะไปไหว้พระในโบสถ แต่เจ้ากรรมเหลือเกิน หาโบสถไม่เจอ จะหาต่อ หลานก็พ้อว่าหิวน้ำ เลยจำใจออกจากวัด

ไม่ไกลจากทางออก มีรถเปิดท้ายขายน้ำ ก่อนถึงสะพานลอยคนข้ามเล็กน้อย รอดตัวไปที่ไม่ถึงกับโดนข้อกล่าวหาว่า พาหลานไปทรมานให้หิวกระหายน้ำ

เพื่อน เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย
พวกเราเดินข้านถนนไปฝั่งตรงกันข้าม เรียกแท้กซี่ ไปยังวัดสนามเหนือ ระหว่างทาง หลานมันก็จ้อไปตามประสา แท้กซี่ที่ยังไม่คุ้นกับมัน ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ สำหรับ มะไฟ ก็ อืมม เออ อ้อ ไปเพื่อไม่ให้มันจับได้ว่า พูดแล้วไม่ฟัง ส่วนใหญ่ก็อยู่ที่ว่า ถ้ามันสอบได้ที่ ๑ หรือ ได้ที่ ๑-๕ หรือ ได้ ๑๐ อันดับแรก มันจะเอานั่น นี่ โน่นไปเรื่อย แท้กซี่ เขาขำ ตรงที่มันเปลี่ยนใจไปเรื่อย ตามประสาเด็ก

พวกเราแวะเข้าไปไหว้พระที่โบสถวัดสนามเหนือก่อน ก็เจอกันกับเพื่อน เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่อยู่ในอีกภพ-ภูมิหนึ่ง เขามาต้อนรับ ทักทาย และเล่นด้วยพอให้ได้ชื่นใจ

ไหว้พระ หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้แล้ว แนะหลานว่า ให้เล่นกีฬาด้วย โดยเฉพาะ badminton โรงเรียนชลประทานวิทย์ฯ เขาเด่นเรื่องนี้ โซล มันบอกว่า เป็นแต่วิ่ง

ลงเรือข้ามไปวัดปรมัยฯ ไหว้พระแล้ว แ่นอน สั่งเมี่ยงคำไว้ เดินตามทางเดินรอบเกาะวนทวนเข็มนาฬิกา ไปเจอเจ้าเหมียว น่ารักที่หมายมั่นเอาไว้นานแล้วว่า ต้อง เก็บ ให้ได้ เเริ่มด้วยการไปซื้อน้ำเจ้าของร้านก่อน แล้วถือโอกาสเข้าไปถ่ายรูปเจ้าเหมียวมาจนได้

ยังไงก็ยังไม่ได้รูปสวยๆ เพราะเขากำลังหลับ แม้ขาออก เขาจะเปลี่ยนที่ แต่ก็กำลังหลับ รูป เอาไปเก็บไว้ใน album มอ แมว นั้นหายาก ใน facebook มะไฟ หากสนใจอยากดู ก็ขอเป็น friend มาล่ะกัน

ร้านเมี่ยงคำอีกร้าน ที่ขอกิ่งทองหลางไว้ เธอบอกว่า ยังไม่สะดวกเข้าไปในไร่ ก็ขอบคุณมากแล้ว กับน้ำใจที่ยังจดจำกันได้ และ แวะนั่งรอเมี่ยงคำห่อใบทองหลาง ๒ แท่ง อืมม ห่อเป็นคำๆแล้วเสียบไม้ ๑ แท่ง มี ๔-๕ คำ เขาเรียกลักษณะนามว่าอะไร ฮึ จะเรียกไร ก็หมด หมดก่อนเข้านั่งที่ศาลาประเพณีไทย-รามัญ ซะอีก

น้องโซล ตรงรี่ไปเอาไอติมแท่งมากิน แล้วสั่งข้าวผัดใส่ไข่มากินด้วย ก็ เที่ยงกว่าแล้วนี่ มานั่งที่ศาลาประเพณี ที่เขาเคยรำให้ดูทุกวันหยุดนั่นแหละ แต่วันนั้นยังนับว่า เช้า อยู่ เห็นแต่วงดนตรีไปที่ พี่ๆ ลุงๆท่านกำลังง่วนกับเครื่องดนตรีของท่าน

ศาลาที่พักนี้ อยู่ก่อนถึงทางเข้าวัดไผ่ล้อมเล็กน้อย เป็นจุดพักให้คลายเหนื่อยได้เป็นอย่างดี ถ้าพาครอบครัวไป ก็อาศัยนั่งพักกัน ได้เลย ทั้งครอบครัว

พออิ่ม น้องโซล ก็อาศัยเสื้อมะไฟนี่แหละ เข็ดปาก เช็ดมือ เอาเข้าไป งวดนี้ ไม่เข้าไปทอซอนอีก เพราะอิ่มข้าวผัดแล้ว พวกเราเดินตรงไปวัดเสาธงทอง ที่ มะไฟ ขอน้องโซลว่า อย่าขัดน่ะ ขอนั่งสมาธิสักห้านาฑี สิบนาฑี เธอก็นิ่งๆ เลยหยิบกล้องมาให้

โซล ถ่ายรูปเล่นก็ได้น่ะ

สงบ ที่ต้องรู้ด้วยตนเอง บอกใครไม่ได้
ก็พอได้ความสงบขึ้นมาบ้าง ครั้งนี้ ก็อีกหน ที่มาเจอกับกลุ่มครอบครัวที่เขามาถวายสังฆทาน มะไฟ เลยร่วมอนุโมทนาสาธุด้วย พระท่านก็รดน้ำมนต์ให้ ทั้ง มะไฟ และ น้องโซล เรื่องทำนองเดียวกันนี้ก็เกิดที่วัดหน้าพระเมรุฯ วัดหริภุญชัย ด้วยก่อนหน้านี้
พระประธาน วัดเสาธงทอง ฝีมือน้องโซล

ขอบคุณครอบครัวนั้น และเพื่อนร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกหลายท่าน ในวันนั้น ที่รดน้ำมนต์ด้วยกัน ที่ได้ทำบุญร่วมกัน ขอให้อยู่เย็นเป็นสุขเถิด ออกจากโบสถ น้องโซลมาเล่นถังสังฆทาน ก็ไหวไม่ทันเด็ก หรืออาจจะยังงี้กระมังที่เรียกว่า มารมาบัง ไม่ให้ไปถวายสังฆทานกับน้องโซลอีกหน

พวกเราแวะไปไหว้พระในโบสถวัดไผ่ล้อม ซึ่งหลวงพ่อท่านก็รดน้ำมนต์ให้ด้วย แล้วออกมาเดินรอบเจดีย์หลังโบสถระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ให้แปลกใจ ที่งวดนี้ได้รับน้ำมนต์ สามโบสถ ดูว่ามากไปจริงๆ บุญหล่นทับรึเปล่า ก็ไม่แน่ เพราะดูว่าไม่สบายคีงมาก พอออกจากเกาะเกร็ดได้ ถึงวัดสนามเหนือ ก็จับแท้กซี่ มุ่งตรงกลับบ้านอย่างเดียว

ถึงบ้าน นอน จนหัวค่ำคุณตาน้องโซลมาปลุก น้องโซลเอาข้าวต้มมาให้ กินกับหมูหยอง ไข่เค็ม ถึงได้รอดตัวไป ขอบใจน่ะ โซล

นี่ยังหวาดเสียวอยู่เหมือนกันว่า ถ้าแวะเข้าเซ็นทรัล ตามที่น้องโซลอยากไป ตั้งแต่แรกที่เรียกแท้กซี่ไปวัดสนามเหนือนั้น จะเป็นยังไง เพราะคงไปเจอเอากับ สทน. ที่ชั้น ๕ แน่ๆ แล้วจะตอบคำถามทารกได้ยังไงว่า เราไม่รู้ว่า สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ จัดงานที่เซ็นทรัล เพราะเจ้าเบ้ส เจ้าไบ้ท์ เจ้าเอิน และอีกหลายเจ้าเพื่อนน้องโซลทั้งนั้น รออยู่ที่บ้าน เขาพลาดโอกาสที่จะมาสนุกกับงานที่ สทน. จัดขึ้น

รึจะเป็น บุรพกรรม

เอาน่า รอดมานั่งเขียนบันทึกนี้ได้ ก็บุญแล้ว

Saturday, March 5, 2011

เกาะเกร็ด : เกาะแห่งชีวิต

มหัศจรรย์แห่งชีวิต
จริงอยู่ แม้เหตุ ปัจจัยเท่านั้นหรอกจึงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป แม้จะตระหนักดี แต่เมื่อมันเกิดขึ้นจริงๆ คาตา ก็ทำเอาขนลุก ขนพอง ด้วยปีติ

อาหย่อย
ไปเกาะเกร็ดอีกครั้ง อย่างที่ตั้งใจ แต่ ผู้คนมาก ก็ทำเอาสำรวจอะไรไม่ได้มากนัก กอรปกับน้องโซลเธอหิว เลยแวะที่ร้านเก่า ทอซอน เราสองคนตาหลาน นั่งขัดตะหมากซดก๋วยเตี๋ยวกันอิ่มท้องไว้ก่อน

เจ้าของร้านเขายังจำทารก ๒ ศอกได้ ทักทายทำเอาปลื้ม ยิ้มไม่เลิกไปตลอดทางจนถึงวัดเสาธงทอง

เข้าไปในโบสถ กำลังสวดมนต์จะก้มลงกราบ ทารกมาแตะแขนถามว่า
ลุงตุ๋งอธิษฐานอะไร โซล จะเขียนให้
ขอให้ได้พบคนดีก็แล้วกัน ก็ตอบหลานไป
มันก็ไปเขียนในสมุดเยี่ยม ตามประสาทารก
ออกจากโบสถ มาไหว้รูปปั้นหลวงพ่อฯ ที่พระวิหารตรงทางเข้าอีกรอบ แล้วเดินกลับ ตามทางเดินรอบตัวเกาะ  กำลังจะพ้นบริเวณวัดเสาธงทอง ก็เห้นรถเข็นขายข้าวต้มมัด เลยซื้อไว้ ๓ มัด เป็นไส้กล้วย ไส้ถั่ว แบ่งกันไป ตาหลาน ๓ ( ที่ว่า ๒ อันนี้ ผิด แม่ค้า ขายมัดละ ๗ บาท แต่ สามมัด ดันขาย ๒๐ บาท) มัด ๒๐ บาท

พอดี สาวญี่ปุ่น เธอเดินหลงทางรึไงไม่ทราบ รึอาจจะสนใจ ที่ มะไฟ (ตรงนี้สะกดผิด ทะไฟ) กับ โซล ซื้อข้าวต้มมัด จากรถเข็นก็เป้นได้ มาถามทางลงเรือข้ามฟากไปปากเกร็ด เพื่อจะกลับตัวเมือง, กรุงเทพฯ นั่นแหละ

ก็บอกเธอไปว่ากำลังจะข้ามเหมือนกัน ไปด้วยกันดีมั้ย

คู่กรรมของเขาแล้ว ไม่แคล้วได้เจอกัน
เธอ, ยูกิซัง, ถามเป้นอังกฤษ มะไฟ ตอบเป็นญี่ปุ่น ก็ทำเอายูกิซัง ทั้งแปลกใจทั้งดีใจจนออกนอกหน้า ว่ารู้ภาษาญี่ปุ่นได้ยังไง  ไม่อยากคุยว่า ขอข้าวคนญี่ปุ่นกินได้ล่ะกัน ถ้าได้ไปน่ะ ก็ตอนปี ๑๙๘๗ โน้น ได้ทุนไจก้า ไปอยู่ที่นั่นเลยรู้ภาษานิดหน่อย เอ้ย ภาษาญี่ปุ่น

อีตอนข้ามฟาก แวแวอิ้สอะแวแว where where is a where where ไหนไหนก็ไหนไหนแล้ว เลยเอากล้องมากดแชะ กดแชะ รูป ๒ สาวเอาไว้ซึ่งพอเอามาดูทีหลัง ก็ถึงกับสะดุ้ง เพราะน้องโซล มันใส่เสื้อที่พิมพ์ตัว ฮิรางาน่ะ บนเสื้ออยู่ด้วย ราวกับว่า ๒ ท่านนี้ เขาทำกรรมร่วมกันไว้แต่ปางก่อน ถึงได้มาเจอกันในนี้ยังงี้
คู่กรรม

พอข้ามฟากมาแล้ว ถามย้ำอีกครั้งว่าเธอแค่จะเข้าไปในตัวเมืองเท่านั้นเองหรือ เธอก็ว่าใช่ และจะไปที่ bts อะไรนี่แหละ ซึ่ง โซล บอกว่าเป้นรถไฟ เลยตัดใจพาไปส่งที่เซ็นทรัล (นี่ก็ สะดกผิดอีก เซ็นทรับ)แจ้งฯ เพราะเห็นว่า มีรถตู้ไปลงที่นั่น กะว่าให้ ยูกิซัง เธอต่อรถตู้เอาเอง

แต่พอนั่งแท้กซี่มาสักนิด มานึกดูว่า เอ้ เธอคง (นี่อีกที่ที่สะดกผิด คว) จะพูดกับคนขับรถตู้รู้เรื่องหรอกน่ะ แถมอาจจะโดนของแถมอะไรต่อมิอะไรอีก, ไม่ได้ดูหมิ่นถิ่นแคลนอะไรหรอก แต่นึกถึงอกเขาอกเรา เวลาไปต่างประเทศน่ะ เลยบอกแท้กซี่ให้ไปส่งที่หมอชิตตรงสถานี bts ซะ

ยูกิซัง เธอก็ดูว่าชอบใจ และออกจะรักน้องโซลเอามากมาก ควักผ้าเย็นมาเช็ดหน้า เช็ดตา แขนมือให้ระหว่างที่นั่งมาในรถแท้กซี่นั้น พอส่งลงที่ตำแหน่งใกล้ๆกับสถานีรถไฟฟ้า bts แล้ว พวกเราสองคน ตา-หลาน ก็พากันกลับ

นี่แหละหนา แรงอธิษฐานฯ รึเปล่า หรือว่า บุรพกรรมแต่ปางก่อน

Thursday, October 28, 2010

ม. ท่าเกษม

น้องโซล ที่มาด้วยในวันทำบุญวานนี้ เธอชวนไป มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปหาซื้อหนังสือ ที่ศูนย์หนังสือ แต่ความที่เป็นเด็กอยู่มาก แต่จำความได้บ้าง เธอเรียก มอกะเสด ว่า มอท่ากะเสม ไปโน่น ทำเอางงงไปตั้งนาน ไม่รู้คิดยังไง ถึงได้ออกมาเป็น ม. ท่าเกษม แทนที่จะเป็น ม. เกษตรศาสตร์ รู้แต่ว่า เคยพาหลานไปกินก๋วยเตี๋ยว ที่ร้าน ท่าสยาม และก็เคยพาหลานไปเดินเล่นที่ ม.เกษตรศาสตร์ ในเช้าวันหยุด หนหนึ่ง บางที อาจจะสลับคำกันตามประสาเด็ก


รูปนี้ในคราวที่ ไปขับจักรยานรอบเกาะเกร็ด ด้วยกัน ซึ่งตอนนี้ ท่าเรือนั้น ก็ไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไรแล้ว รู้แต่ว่า ตรงท่าวัดสนามเหนือ ทางเดินเข้าไป น้ำนองแล้ว ท่าน้ำปากเกร็ด ที่ขายก๋วยเตี๋ยวเรือ น้ำก็ปริ่มบรรไดบนสุดแล้ว องค์เจดีย์เอียง ก็มองว่าน้ำถึงระดับ เข็มขัด องค์เจดีย์ (ขออภัย ใช้คำไม่ถูกต้อง) ที่ เขียนหนังสือ หาตัง ก็นี่แหละ พี่ เพื่อน น้องๆ ชาวเกาะเกร็ดนี่แหละ แม้ไม่ใช่ญาติ แต่เมื่อ ได้มารู้จักกันแล้ว ก็คงมีเหตุให้ได้เกื้อหนุนกันมาก่อน เมื่อเห็นคาตาอยู่ว่า ตกระกำลำบาก ก็อยู่เฉยไม่ได้


เมื่อวานที่ไปเดินในศูนย์หนังสือร่วมๆ ๑ ชั่วโมงหลังเลิกงานแล้ว ได้หนังสือของราชบัณฑิตยสถานมา ๓ เล่ม สำหรับมะไฟ และ ๒ เล่ม ของน้องโซล อ้อสำหรับ มะไฟ นั้น ๔ เล่ม ซิ รางจืดอีกด้วยไง เอาเถามาปลูกแล้ว เอาใบมาต้มกินแล้ว เพิ่งไปเจอหนังสือ เลยคว้ามาก่อนส่วนทารกนั้น เธอเห็นภาษาจีน ก็คว้าหมับไว้เหมือนกัน ให้งงงอยู่ ผิวรึก็ขำคมเข้มดี แต่ไหงไปชอบภาษาจีน ซึ่งคนจีนส่วนใหญ่ผิวขาวไปซะได้ เอาเถอะ แม้จะเป็นเล่ม ๒ ก็ซื้อให้เขา และจองเล่ม ๑ กับศูนย์หนังสือเอาไว้



เมื่อวานต้องจ่ายตังให้เขาไป ๑๐๐ บาท เธอว่า เส้นละ ๑ บาท
ผมหงอกน่ะ ทารกมันถอนหงอกเอา

ขออภัย หากมี มหาวิทยาลัย ท่าเกษม อยู่จริงๆ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น คงเป็นวาสนาของทารกมันแหละว่าจะได้เข้าไปเรียนในนั้น เน้อะ เอ้ย ชิมิชิมิ
ทารก เขาไม่ได้จำผิด เพราะไปค้นจากอินเตอร์เน้ตดูแล้ว คำว่า ท่าเกษม น่ะมีจริง อยู่ที่ สระแก้ว
สระแก้ว จังหวัดที่น้องโซลเพิ่งกลับมาจากพักผ่อนปิดภาคเรียน ในนั้น มีตำบลท่าเกษม อยู่ และมี วิทยาลัยชุมชนอยู่

ความไร้เดียงสา ทำให้น่ารัก ความน่ารักของทารก อย่าว่าแต่คนใน สทน. ที่ได้เห็นหน้าน้องโซล เลย ที่หลงไหล แม้แต่คนทั่วไป เมื่อเจอะเจอเอาทีแรก ก็ คงเข้าทำนอง อึ้ง ทึ่ง หลง อะไรประมาณนี้ ถึงกับไปลากน้องโซลไปถ่ายแบบกินไอติม ก็ในคราวเดียวกันกับที่ไปขับจักรยานรอบเกาะเกร็ดนั่นแหละ ที่ ๑ หนุ่ม กับเพื่อนอีก ๒ คน เห็นเข้าก็มาขออนุญาต ถ่ายรูปหลานเอาไว้ มะไฟ เลยกดพวกเขาเอาไว้มั่ง กันเหนียว

ตรงทางเข้าวัดเสาธงทอง ก่อนที่จะไปขับจักรยานเล่น

Tuesday, April 27, 2010

หยดหนึ่งของความเมตตา

ควันหลง
หลังคณิตศาสตร์ ทำไมมันกลายเป็นควันหลงไปได้ เน้อะ
ช่วงสงกรานต์ ก็พา อุรา ลูกชายคนเล็ก ไปสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ ณ มหารามัญเจดีย์ วัดปรมัยฯ หรือ วัดเจดีย์เอียง
ความที่เขาไม่ค่อยได้ไปไหนมากนัก พอชวนไปทำบุญ ทำให้แม่ เขาก็ไป พาเข้าไปในพระอุโบสถ กราบไหว้พระ เขาก็ปฏิบัติตาม

ไปสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ เขาก็ไปด้วย ที่สุด เข้าไปในพระวิหารพระนอน ที่ ร.๕ พระองค์ท่านมาสร้างไว้ เขาก็ไปด้วย และก็เล่าถึงเรื่องที่ น้าไหม เขาอุตสาห์หนีคน จากหน้าอุโบสถมายังวิหารพระนอนนี้ แต่ก็มาเจอะเจอหมู่สุชน ที่เขามาทำบุญ ๙ วัดกัน ยังกับว่า เอาบุญมาให้น้าไหม ให้อุราได้ฟังด้วย

จากนั้น พาไปไหว้พระ ในอุโบสถ วัดเสาธงทอง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของเกาะเกร็ด

ขากลับมา ก็พาไปไหว้พระที่วัดไผ่ล้อม ซึ่งหลวงพ่อที่วัดนี้ ก็ได้ไปสวดให้คุณแม่ของอุรา (ก็เมียของผมนั่นแหละน่า) ด้วยในคราวโน้น ในปี ๒๕๓๗ นู้นแนะ

ไหว้พระแล้ว ก็แผ่เมตตาน่ะลูก
ฮับพ่อ
รู้มั้ย น้ำตาทีละหยดที่หลั่งรินออกมาของคนที่ทุกข์โศก มันมากมายมากกว่าน้ำในมหาสมุทร
ฮับพ่อ
รู้มั้ย น้ำทีละหยดเล็กๆ แม้จะหยดช้า แต่ถ้าหยอลงมาเรื่อยๆ บ่อยๆ ก็เต็มตุ่มได้
ฮับพ่อ
ทำบุญ ก็เหมือนกันน่ะ ทำบ่อยๆ
ฮับพ่อ
แผ่เมตตา ก็เหมือนกัน ทำบ่อยๆเข้า เมตตาจิตของเราก็จะเข้มแข็ง
ฮับพ่อ
พลังแห่งความเมตตาก็จะมาก ก็จะแรง
ฮับ พ่อ


แผ่เมตตาบ่อยๆน่ะลูก เมตตาจิตที่ลูกแผ่ออกไปนี่แหละ พระท่านว่า นอนก็ฝันดี ตื่นก็เป็นสุข พิษร้อนไม่ได้กิน เป็นที่รักของมนุษย์ เปนที่รักของเทวดา ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนรัก คอยช่วยเหลือ
ฮับพ่อ
สำคัญเมตตาจิตหยดแรกของลูกนี่แหละ จะไม่หยาดออกไปให้สัตว์ผู้เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้สัมผัสกับความเยือกเย็นทีเดียวเจียวหรือ ฮึ
ทำไงคับพ่อ
ว่าตามน่ะ
คับ

สัตว์ทั้งหลาย
ที่เปนเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเอ๋ย
จงเปนสุขเปนสุขเถิด
อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

สัตว์ทั้งหลาย
ที่เปนเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเอ๋ย
จงเปนสุขเปนสุขเถิด

อย่าได้เจ็บไข้ ลำบากกายลำบากใจเลย

สัตว์ทั้งหลาย
ที่เปนเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเอ๋ย
จงเปนสุขเปนสุขเถิด
อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย

สัตว์ทั้งหลาย
ที่เปนเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเอ๋ย
จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากภัยทั้งหลายเถิด

เท่านี้แหละลูก
คับ
มีสองตอน ตอนแรก ๓ ท่อน ไม่อยากให้เป็น ตอนหลัง ๑ ท่อน อยากให้เป็น
ที่สำคัญ ต้องว่าออกมาจากใจ นึกออกมาจากใจของลูกโดยแท้จริง
คับ
ดีแล้ว
เพียงหยดหนึ่งของความเมตตาจากใจของลูก อาจจะทำให้โลกสงบลงก็ได้
ใครจะรู้
กรรมเก่าของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน
แต่เพียงสร้างบุญร่วมกันมาเท่านั้นหรอก ถึงนำชักให้ได้มาพบประสบกัน
เมื่อได้เกิดมาแล้ว ก็หมั่นทำบุญน่ะ บุญง่ายๆ ที่พ่อเคยบอกไว้นั่นแหละ

ก็แล ณ ที่วัดไผ่ล้อมนี่เอง ที่ได้คิดไปว่า ชั่วขณะจะก้าวขาออกไป เราจะไปเหยียบย่ำเอา กระทำเอา รูปนาม ที่ตาเรามองไม่เห็น ให้แตกทำลายไปรึเปล่าหนอ, นานมาแล้ว เมื่อครั้งผ่าตัดไส้เลื่อนคราวนู้น

ก็หน้าร้านทอซอง ชื่อทำนองนี้แหละ ตรงปากทางเข้าออกวัดไผ่ล้อม ที่พวกเราสองพ่อลูกไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวมอญ อุราเห็นมดดำตัวเล็กๆ แล้วถึงกับโพล่งออกมาว่า กลัวว่าจะทำให้มดมันตาย

ก็เล่าความจริงที่เกิดขึ้นกับจิตใจของตัวเอง ที่เกี่ยวกับ รูปนามที่มองด้วยตาไม่เห็นนั่นแหละ ให้ลูกได้รับฟัง ให้เขาได้รับทราบ

บังเอิญ เน้าะ
หยดหนึ่งแห่งเมตตาจิต ได้หยาดออกมาโดยไม่รู้ตัว

Tuesday, January 6, 2009

หริภุญไชย ๑๐ วัน(๓) : อรุณสวัสดิ์ เกาะเกร็ด


อากาศยามเช้าที่เกาะเกร็ด สดชื่นดีมาก โดยเฉพาะหนาวนี้ ลมจากแม่น้ำเจ้าพระยา โชยเอื่อย ทำให้อยากหายใจเข้าไปเก็บไว้ให้หมด แล้วค่อยๆขยักออกมาหายใจเข้าไปทีละนิดๆ เหมือนพวกเคี้ยวเอื้องยังไง ยังงั้นเลย

คาดเดาเอาว่า อีกไม่กี่วัน อากาศดีๆสดๆอย่างนี้ คงไม่มีอีกแล้ว ถึงได้คิดออกมาอย่างนี้ไง
มาต่อเอาเมื่อ ๑๒ มค

เช้าวันนั้น เราออกสำรวจรอบๆที่พักตามถนนฃนเดินที่จัดไว้ง่ายๆรอบเกาะ พบว่า ความเป็นอยู่ของผู้คน ยังปกติเหมือนดั่งเช่นเมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน หรืออาจจะถึง ๓๐ ปีก็ได้ สภาพความเป็นอยู่ ยังคงเดิม รูปแบบการดำรงชีวิต เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตามสมัย แต่ จิตวิญญาน ของความเป็นรามัญ ยังไม่เปลี่ยนแปลง

เราลัดตามทางมา พบร้านอาหารที่หมาย เตร่เข้าไปดูก็พบกับความ อิ่ม อร่อยที่เรียบง่าย ในสนนราคาที่ไม่แพงเลย จากนั้นออกเดินต่อ เรื่อยมาผ่านวัดเสาธงทอง แล้วเข้าแวะชมโรงงานปั้นดินเผาพื้นบ้าน ก่อนวัดไผ่ล้อมเล็กน้อย ออกจากโรงงาน มาแวะซื้อหาของฝากกระจุกกระจิก แล้วเลยออกมาหน่อยตีโค้งจะเข้ามาทางวัดปรมัย ๒ สาว เขาขอกลับที่พัก มะไฟ เลยปล่อยพวกเขาไป

ไปกราบหลวงพ่อ ที่วัดเสาธงทอง อนุญาตใจให้ล่องลอย ปล่อยจิตให้สงบ ก็พอจะพบกับ นาม รูป บ้าง พอดี ไหมพรม เธอแจ้งว่าเพื่อนจะขอกลับไปพบเพื่อนอีกคน กะจะไปเที่ยววัดด้วยกัน นัดกันไว้ที่ ... ฯลฯ ก็เลยกลับเข้าที่พัก

พาเพื่อนไปลงเรือที่ท่าวัดปรมัย ขึ้นท่าวัดสนามเหนือ ออกมาทางวัดบ่อ รอรถเมล์ เราแยกกันตรงนั้น แต่ขอเธอว่า หากถึงที่หมายแล้ว ให้แจ้ง ไหมพรม ด้วย เธอรับคำขอนั้นไว้

ไหมพรม ขอพักรอบนเกาะ เพื่อสำรวจหลายสิ่งหลายอย่าง เธอว่าอย่างนั้น ก็ปล่อยให้เธออยู่ตามลำพังบ้าง เพราะเจตนาก็จะให้เธอได้พักให้สบายใจอยู่แล้ว

ส่วน มะไฟ ก็กลับมาสั่งงาน ที่บ้าน ไม่มีอะไรมากเลย แค่เตรียมข้าวสารไว้ให้พอสำหรับ harmonics ระหว่าง ๒๘ ธค ถึง ๕ มค กับ ไข่ไก่ ๑ โหล และสตางค์สักวันละสองร้อยบาท ก็พอ

ก็แค่ว่า ไม่มีอะไรเลยนี่แหละ ครึ่งวันไปแล้ว เลยต้องรีบกลับไปเกาะเกร็ด เพราะห่วงว่า ไหมพรม เธออยู่คนเดียวนานนักก็ไม่ดี

ขึ้นท่าวัดปรมัยแล้วก็เลยทำบุญตรงศาลา แล้วนั่งผ่อนจิตฟังเพลงกล่อมใจ พอดี ไหมพรม เธอแจ้งว่าจะไปพบผู้มีพระคุณ สมัยที่เธอเข้ามากรุงเทพฯ เมื่อหลายปีก่อน จึงต้องขยับขยาย ออกมาไหว้พระในโบสถ แล้วอาศัยเท้า ๒ ข้างของตัวนี่แหละ พากลับมายังที่พัก

จัดกระเป๋าเสร็จ ก็ได้เวลา
เราอำลาที่พักจำเพาะคืนนั้น ด้วยความประทับใจที่ดี และ จะจดจำทุกลมหายใจ ทุกอณูอากาศของที่นี่เอาไว้ ไม่ลืมหรอก เกาะเกร็ดที่รัก

View My Stats