Showing posts with label วัดสนามเหนือ. Show all posts
Showing posts with label วัดสนามเหนือ. Show all posts

Thursday, October 13, 2011

เกาะเกร็ด : เกาะแห่งชีวิต

ได้เห็นองค์เจดีย์เอียง ก็รู้ว่ารอด

ถึงอย่างไร ก็อดไม่ได้

ขออาราธนาคุณพระรัตนตรัย แล กุศล ที่ทำไว้ตลอดพรรษานี้ แม้จะกะพร่องกะแพร่งปานใด จงดลบันดาลให้ชาวไทยทุกคน รอดพ้นจากอุทกภัยครั้งนี้ด้วยเถิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปากเกร็ด อันถือว่าเป็นเสมือนปากทางสู่ กทม นี้ทางหนึ่ง  ขอให้รอดพ้นด้วยเถิด

เคยไปนั่งปฏิบัติธรรม ทั้งในวัดปรมัยฯ วัดไผ่ล้อม วัดเสาธงทอง เคยไปไหว้พระที่วัดศาลากุล ขอกุศลนั้น จงช่วยให้พี่น้องชาวเกาะเกร็ด ได้รอดพ้นจากเภทภัยในครั้งนี้ด้วยเถิด

เช้าวันนี้  Fri Oct 14 08:10:20 ICT 2011 ยังรอดอยู่ได้ ยังมองเห็นถนนหนทางได้ ยังได้มาทักทายกับเพื่อนๆ

นี่ ขนาดว่าปฏิบัติไม่เท่าไร ยังเป็นแรงบุญที่รักษาชีวิตให้รอดไว้ หากปฏิบัติให้มากกว่านี้ คงดีกว่านี้มาก  แรงบุญที่แม้แต่เพียงลูปคลำ อ่าน คิด พิจารณาตามพระไตรปิฎก ยังช่วยให้รอดมาได้

นโมตสฺส ภควโต 
อรหโต
สมฺมา
สมฺพุทฺธสฺส นโมตสฺส ภควโต
อรหโต
สมฺมา
สมฺพุทฺธสฺส นโมตสฺส ภควโต
อรหโต สมฺมา
สมฺพุทฺธสฺส
พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

และ พระคุณมารดา-บิดาผู้บังเกิดเกล้า พระคุณครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิประสาทวิชา ข้าพเจ้า ขอนมัสการ แลขออาราธนาศีลห้า เอามาเป็นแนวปฏิบัติ สำหรับชีวิตประจำวันในวันนี้ จวบจนตลอดชีวิต และ ตลอดไปจนกว่าจะได้ดวงตาเห็นธรรมด้วยเถิดครับ

Monday, May 2, 2011

เกาะเกร็ด : เกาะแห่งชีวิต

๓๐ เมษายน ที่ผ่านไป ไปโรงเรียนกับหลาน เสร็จธุรของเขาก่อนเที่ยง เดินออกมาเลียบถนนติวานนท์ ผ่านวัดชลประทานฯ จึงพาหลานเข้าไป กะจะไปไหว้พระในโบสถ แต่เจ้ากรรมเหลือเกิน หาโบสถไม่เจอ จะหาต่อ หลานก็พ้อว่าหิวน้ำ เลยจำใจออกจากวัด

ไม่ไกลจากทางออก มีรถเปิดท้ายขายน้ำ ก่อนถึงสะพานลอยคนข้ามเล็กน้อย รอดตัวไปที่ไม่ถึงกับโดนข้อกล่าวหาว่า พาหลานไปทรมานให้หิวกระหายน้ำ

เพื่อน เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย
พวกเราเดินข้านถนนไปฝั่งตรงกันข้าม เรียกแท้กซี่ ไปยังวัดสนามเหนือ ระหว่างทาง หลานมันก็จ้อไปตามประสา แท้กซี่ที่ยังไม่คุ้นกับมัน ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ สำหรับ มะไฟ ก็ อืมม เออ อ้อ ไปเพื่อไม่ให้มันจับได้ว่า พูดแล้วไม่ฟัง ส่วนใหญ่ก็อยู่ที่ว่า ถ้ามันสอบได้ที่ ๑ หรือ ได้ที่ ๑-๕ หรือ ได้ ๑๐ อันดับแรก มันจะเอานั่น นี่ โน่นไปเรื่อย แท้กซี่ เขาขำ ตรงที่มันเปลี่ยนใจไปเรื่อย ตามประสาเด็ก

พวกเราแวะเข้าไปไหว้พระที่โบสถวัดสนามเหนือก่อน ก็เจอกันกับเพื่อน เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่อยู่ในอีกภพ-ภูมิหนึ่ง เขามาต้อนรับ ทักทาย และเล่นด้วยพอให้ได้ชื่นใจ

ไหว้พระ หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้แล้ว แนะหลานว่า ให้เล่นกีฬาด้วย โดยเฉพาะ badminton โรงเรียนชลประทานวิทย์ฯ เขาเด่นเรื่องนี้ โซล มันบอกว่า เป็นแต่วิ่ง

ลงเรือข้ามไปวัดปรมัยฯ ไหว้พระแล้ว แ่นอน สั่งเมี่ยงคำไว้ เดินตามทางเดินรอบเกาะวนทวนเข็มนาฬิกา ไปเจอเจ้าเหมียว น่ารักที่หมายมั่นเอาไว้นานแล้วว่า ต้อง เก็บ ให้ได้ เเริ่มด้วยการไปซื้อน้ำเจ้าของร้านก่อน แล้วถือโอกาสเข้าไปถ่ายรูปเจ้าเหมียวมาจนได้

ยังไงก็ยังไม่ได้รูปสวยๆ เพราะเขากำลังหลับ แม้ขาออก เขาจะเปลี่ยนที่ แต่ก็กำลังหลับ รูป เอาไปเก็บไว้ใน album มอ แมว นั้นหายาก ใน facebook มะไฟ หากสนใจอยากดู ก็ขอเป็น friend มาล่ะกัน

ร้านเมี่ยงคำอีกร้าน ที่ขอกิ่งทองหลางไว้ เธอบอกว่า ยังไม่สะดวกเข้าไปในไร่ ก็ขอบคุณมากแล้ว กับน้ำใจที่ยังจดจำกันได้ และ แวะนั่งรอเมี่ยงคำห่อใบทองหลาง ๒ แท่ง อืมม ห่อเป็นคำๆแล้วเสียบไม้ ๑ แท่ง มี ๔-๕ คำ เขาเรียกลักษณะนามว่าอะไร ฮึ จะเรียกไร ก็หมด หมดก่อนเข้านั่งที่ศาลาประเพณีไทย-รามัญ ซะอีก

น้องโซล ตรงรี่ไปเอาไอติมแท่งมากิน แล้วสั่งข้าวผัดใส่ไข่มากินด้วย ก็ เที่ยงกว่าแล้วนี่ มานั่งที่ศาลาประเพณี ที่เขาเคยรำให้ดูทุกวันหยุดนั่นแหละ แต่วันนั้นยังนับว่า เช้า อยู่ เห็นแต่วงดนตรีไปที่ พี่ๆ ลุงๆท่านกำลังง่วนกับเครื่องดนตรีของท่าน

ศาลาที่พักนี้ อยู่ก่อนถึงทางเข้าวัดไผ่ล้อมเล็กน้อย เป็นจุดพักให้คลายเหนื่อยได้เป็นอย่างดี ถ้าพาครอบครัวไป ก็อาศัยนั่งพักกัน ได้เลย ทั้งครอบครัว

พออิ่ม น้องโซล ก็อาศัยเสื้อมะไฟนี่แหละ เข็ดปาก เช็ดมือ เอาเข้าไป งวดนี้ ไม่เข้าไปทอซอนอีก เพราะอิ่มข้าวผัดแล้ว พวกเราเดินตรงไปวัดเสาธงทอง ที่ มะไฟ ขอน้องโซลว่า อย่าขัดน่ะ ขอนั่งสมาธิสักห้านาฑี สิบนาฑี เธอก็นิ่งๆ เลยหยิบกล้องมาให้

โซล ถ่ายรูปเล่นก็ได้น่ะ

สงบ ที่ต้องรู้ด้วยตนเอง บอกใครไม่ได้
ก็พอได้ความสงบขึ้นมาบ้าง ครั้งนี้ ก็อีกหน ที่มาเจอกับกลุ่มครอบครัวที่เขามาถวายสังฆทาน มะไฟ เลยร่วมอนุโมทนาสาธุด้วย พระท่านก็รดน้ำมนต์ให้ ทั้ง มะไฟ และ น้องโซล เรื่องทำนองเดียวกันนี้ก็เกิดที่วัดหน้าพระเมรุฯ วัดหริภุญชัย ด้วยก่อนหน้านี้
พระประธาน วัดเสาธงทอง ฝีมือน้องโซล

ขอบคุณครอบครัวนั้น และเพื่อนร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกหลายท่าน ในวันนั้น ที่รดน้ำมนต์ด้วยกัน ที่ได้ทำบุญร่วมกัน ขอให้อยู่เย็นเป็นสุขเถิด ออกจากโบสถ น้องโซลมาเล่นถังสังฆทาน ก็ไหวไม่ทันเด็ก หรืออาจจะยังงี้กระมังที่เรียกว่า มารมาบัง ไม่ให้ไปถวายสังฆทานกับน้องโซลอีกหน

พวกเราแวะไปไหว้พระในโบสถวัดไผ่ล้อม ซึ่งหลวงพ่อท่านก็รดน้ำมนต์ให้ด้วย แล้วออกมาเดินรอบเจดีย์หลังโบสถระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ให้แปลกใจ ที่งวดนี้ได้รับน้ำมนต์ สามโบสถ ดูว่ามากไปจริงๆ บุญหล่นทับรึเปล่า ก็ไม่แน่ เพราะดูว่าไม่สบายคีงมาก พอออกจากเกาะเกร็ดได้ ถึงวัดสนามเหนือ ก็จับแท้กซี่ มุ่งตรงกลับบ้านอย่างเดียว

ถึงบ้าน นอน จนหัวค่ำคุณตาน้องโซลมาปลุก น้องโซลเอาข้าวต้มมาให้ กินกับหมูหยอง ไข่เค็ม ถึงได้รอดตัวไป ขอบใจน่ะ โซล

นี่ยังหวาดเสียวอยู่เหมือนกันว่า ถ้าแวะเข้าเซ็นทรัล ตามที่น้องโซลอยากไป ตั้งแต่แรกที่เรียกแท้กซี่ไปวัดสนามเหนือนั้น จะเป็นยังไง เพราะคงไปเจอเอากับ สทน. ที่ชั้น ๕ แน่ๆ แล้วจะตอบคำถามทารกได้ยังไงว่า เราไม่รู้ว่า สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ จัดงานที่เซ็นทรัล เพราะเจ้าเบ้ส เจ้าไบ้ท์ เจ้าเอิน และอีกหลายเจ้าเพื่อนน้องโซลทั้งนั้น รออยู่ที่บ้าน เขาพลาดโอกาสที่จะมาสนุกกับงานที่ สทน. จัดขึ้น

รึจะเป็น บุรพกรรม

เอาน่า รอดมานั่งเขียนบันทึกนี้ได้ ก็บุญแล้ว

Thursday, March 10, 2011

วัดสนามเหนือ ท่าน้ำปากเกร็ด

ท่าน้ำปากเกร็ด วัดสนามเหนือ วัดปรมัยฯ (หรือวัดเจดีย์เอียง)
ตรงไปนั่นแหละ ท่าน้ำปากเกร็ด ซ้ายมือ ทะลุออกไปวัดสนามเหนือได้
ศาลาท่าน้ำวัดสนามเหนือ ลงเรือที่นี่ เพื่อไปขึ้นท่าวัดปรมัยฯ
 รูปนี้ ถ่ายไว้นานแล้ว เห้นมันเป้นเส้นนำดี ถ้าเดินแทงไปทางซ้ายตรงเสาข้างหน้านั้น ทะลุตลาดออกไปให้ได้ จะไปเจอถนน ที่จะนำไปยังวัดสนามเหนืออีกทีนึง

ส่วนรูปศาลาที่ท่าน้ำวัดสนามเหนือ (ปรมัยฯ อันนี้ ผิดครับ ที่ถูกคือ วัดสนามเหนือ) นั้น ถ่ายเอาไว้ เพราะป้ายบอกให้ระวังหัว มันอยู่สูง ขนาดว่า มือ มะไฟ ยังเอื้อมไม่ถึง ก็ให้นึกขำว่า หัวโปรด มาจากที่ไหนกันจะสูงขนาดนั้น หัวคนคงไม่สูงถึงหรอกน่า

แต่ความคิดที่ว่า ยังไม่สิ้นกระแสดี ก็เจอฝรั่งสูงโย่งโก้ะ เรียกว่า ป้ายอันนั้นห่างจากหัวฝรั่งสักคืบกว่าๆเอง

ป้ายอันเล็กๆ สีขาวๆ อยู่ล่างจั่ว ที่อยู่ล่างป้ายชื่อศาลาที่เป็นสีเขียวอีกทีนั่นแหละ

ตรงศาลานี้แหละ ระหว่างที่ยืนรอเรือข้ามฟาก จะมองเห้นองค์เจดีย์เอียง เด่นสง่า เป้นสัญญลักษณ์ของ เกาะเกร็ด เลยทีเดียวเทียว

ไปจ่ายค่าข้ามฟาก ที่ฝั่งวัดปรมัยฯครับ ๒ บาท ของกิน ยังไม่ต้องรีบหาซื้อที่ท่านี้ บนเกาะ มีให้จ่ายเพียบ ถ้าอยากจ่ายตัง

กำลังค้นหารูปองค์เจดีย์เอียงอยู่ เคยถ่ายไว้ มะรู้อยู่ไหน

ช่างเถอะ อันดับที่ 10100, 10101 ผ่านไปอีกแล้ว โดยไม่มีผู้ต้องการ gift เน้าะ

เจดีย์เอียง
ไปค้นรูป จาก maps.google.com ได้จากที่เขาถ่ายเอาไว้ มาให้ดู รูปองค์พระเจดีย์เอียงในบริเวณองค์เจดีย์นั่นแหละ มีสวนหย่อม มีเก้าอี้ สักราวๆ ห้าหกตัว (ทำไมถึงเรียกว่า เก้าอี้ ก็ไม่รู้ น่าจะเป็น ห้าอี้ หกอี้) พอให้นั่งอ่านหนังสือได้ แต่ ไม่มีเต้าเสียบให้ใช้กระแสไฟฟ้าหรอกน่ะ อินเตอร์หน่ง อินเตอร์เน้ต อะไรก็ไม่มีให้ด้วยย

Saturday, March 5, 2011

เกาะเกร็ด : เกาะแห่งชีวิต

มหัศจรรย์แห่งชีวิต
จริงอยู่ แม้เหตุ ปัจจัยเท่านั้นหรอกจึงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป แม้จะตระหนักดี แต่เมื่อมันเกิดขึ้นจริงๆ คาตา ก็ทำเอาขนลุก ขนพอง ด้วยปีติ

อาหย่อย
ไปเกาะเกร็ดอีกครั้ง อย่างที่ตั้งใจ แต่ ผู้คนมาก ก็ทำเอาสำรวจอะไรไม่ได้มากนัก กอรปกับน้องโซลเธอหิว เลยแวะที่ร้านเก่า ทอซอน เราสองคนตาหลาน นั่งขัดตะหมากซดก๋วยเตี๋ยวกันอิ่มท้องไว้ก่อน

เจ้าของร้านเขายังจำทารก ๒ ศอกได้ ทักทายทำเอาปลื้ม ยิ้มไม่เลิกไปตลอดทางจนถึงวัดเสาธงทอง

เข้าไปในโบสถ กำลังสวดมนต์จะก้มลงกราบ ทารกมาแตะแขนถามว่า
ลุงตุ๋งอธิษฐานอะไร โซล จะเขียนให้
ขอให้ได้พบคนดีก็แล้วกัน ก็ตอบหลานไป
มันก็ไปเขียนในสมุดเยี่ยม ตามประสาทารก
ออกจากโบสถ มาไหว้รูปปั้นหลวงพ่อฯ ที่พระวิหารตรงทางเข้าอีกรอบ แล้วเดินกลับ ตามทางเดินรอบตัวเกาะ  กำลังจะพ้นบริเวณวัดเสาธงทอง ก็เห้นรถเข็นขายข้าวต้มมัด เลยซื้อไว้ ๓ มัด เป็นไส้กล้วย ไส้ถั่ว แบ่งกันไป ตาหลาน ๓ ( ที่ว่า ๒ อันนี้ ผิด แม่ค้า ขายมัดละ ๗ บาท แต่ สามมัด ดันขาย ๒๐ บาท) มัด ๒๐ บาท

พอดี สาวญี่ปุ่น เธอเดินหลงทางรึไงไม่ทราบ รึอาจจะสนใจ ที่ มะไฟ (ตรงนี้สะกดผิด ทะไฟ) กับ โซล ซื้อข้าวต้มมัด จากรถเข็นก็เป้นได้ มาถามทางลงเรือข้ามฟากไปปากเกร็ด เพื่อจะกลับตัวเมือง, กรุงเทพฯ นั่นแหละ

ก็บอกเธอไปว่ากำลังจะข้ามเหมือนกัน ไปด้วยกันดีมั้ย

คู่กรรมของเขาแล้ว ไม่แคล้วได้เจอกัน
เธอ, ยูกิซัง, ถามเป้นอังกฤษ มะไฟ ตอบเป็นญี่ปุ่น ก็ทำเอายูกิซัง ทั้งแปลกใจทั้งดีใจจนออกนอกหน้า ว่ารู้ภาษาญี่ปุ่นได้ยังไง  ไม่อยากคุยว่า ขอข้าวคนญี่ปุ่นกินได้ล่ะกัน ถ้าได้ไปน่ะ ก็ตอนปี ๑๙๘๗ โน้น ได้ทุนไจก้า ไปอยู่ที่นั่นเลยรู้ภาษานิดหน่อย เอ้ย ภาษาญี่ปุ่น

อีตอนข้ามฟาก แวแวอิ้สอะแวแว where where is a where where ไหนไหนก็ไหนไหนแล้ว เลยเอากล้องมากดแชะ กดแชะ รูป ๒ สาวเอาไว้ซึ่งพอเอามาดูทีหลัง ก็ถึงกับสะดุ้ง เพราะน้องโซล มันใส่เสื้อที่พิมพ์ตัว ฮิรางาน่ะ บนเสื้ออยู่ด้วย ราวกับว่า ๒ ท่านนี้ เขาทำกรรมร่วมกันไว้แต่ปางก่อน ถึงได้มาเจอกันในนี้ยังงี้
คู่กรรม

พอข้ามฟากมาแล้ว ถามย้ำอีกครั้งว่าเธอแค่จะเข้าไปในตัวเมืองเท่านั้นเองหรือ เธอก็ว่าใช่ และจะไปที่ bts อะไรนี่แหละ ซึ่ง โซล บอกว่าเป้นรถไฟ เลยตัดใจพาไปส่งที่เซ็นทรัล (นี่ก็ สะดกผิดอีก เซ็นทรับ)แจ้งฯ เพราะเห็นว่า มีรถตู้ไปลงที่นั่น กะว่าให้ ยูกิซัง เธอต่อรถตู้เอาเอง

แต่พอนั่งแท้กซี่มาสักนิด มานึกดูว่า เอ้ เธอคง (นี่อีกที่ที่สะดกผิด คว) จะพูดกับคนขับรถตู้รู้เรื่องหรอกน่ะ แถมอาจจะโดนของแถมอะไรต่อมิอะไรอีก, ไม่ได้ดูหมิ่นถิ่นแคลนอะไรหรอก แต่นึกถึงอกเขาอกเรา เวลาไปต่างประเทศน่ะ เลยบอกแท้กซี่ให้ไปส่งที่หมอชิตตรงสถานี bts ซะ

ยูกิซัง เธอก็ดูว่าชอบใจ และออกจะรักน้องโซลเอามากมาก ควักผ้าเย็นมาเช็ดหน้า เช็ดตา แขนมือให้ระหว่างที่นั่งมาในรถแท้กซี่นั้น พอส่งลงที่ตำแหน่งใกล้ๆกับสถานีรถไฟฟ้า bts แล้ว พวกเราสองคน ตา-หลาน ก็พากันกลับ

นี่แหละหนา แรงอธิษฐานฯ รึเปล่า หรือว่า บุรพกรรมแต่ปางก่อน

Wednesday, September 1, 2010

คลื่นวิบาก

ที่ห่างหายไปช่วงหนึ่ง และ ล่วงเลยมาจนป่านนี้ ถึงมาเขียนเอา ก็เพราะความที่ทุกสิ่ง ทุกอย่าง อยู่นอกเหนือการควบคุม มันเป็นเช่นนั้นเอง

เช้าวันเสาร์ กะว่าจะโม่ syslog ให้จบ แต่น้องบัช ก็โทรฯมาว่าจะแวะมาเยี่ยม ก็โอเค มาก็มา รับคำน้องบัชว่า ว่าง มาได้ เพราะงานที่ทำคือเขียน blog นั้น ชะลอได้ ต้อนรับอาคันตุกะ สำคัญเป็นที่สุด
ตกลงปลงใจแล้ว ก็หาอาหารเช้าให้อุรากิน ระหว่างนั้น พลันก้นึกได้ว่า ในเมื่อน้องเขาไปรอที่ปากเกร็ด ก็น่าจะพาน้องเขาไปเที่ยวเกาะเกร็ดเสียด้วยเลย เลยแจ้งให้น้อง รอที่ท่าเรือปากเกร็ดนั่นแหละ
ไปเจอกันที่ท่าน้ำปากเกร็ด บัช เขาก็เรียบร้อยอาหารเช้าไปแล้ว อีกจนได้ งวดก่อน มะไฟ ก็ไม่ได้เลี้ยงอาหารในฐานะเจ้าของถิ่นเลย นับว่าบกพร่องมากโขอยู่ มางวดนี้ เขาก็อิ่มเองซะก่อนอีก เฮ้อ

พากันเดินลัดเลาะตลาดเก่า ทะลุไปออกถนนที่นำไปยังวัดสนามเหนือ

ลงเรือ ที่ท่าวัดสนามเหนือ แล้วไปขึ้นท่าวัดปรมัยฯ แล้วเดินตามทางเดินรอบเกาะ ระหว่างทาง เห็นน้องเขาทักทายเพื่อนมุสลิมด้วยกัน ก็ถือว่าธรรมดา เพราะเพื่อนชาวมุสลิม มาเที่ยวที่เกาะเกร็ด ก็มีให้เห็นเป้นประจำ อย่าว่าแต่เพื่อนชาวมุสลิมเลย ฝรั่ง เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน ก็มากัน

น้องบัชบอกว่า เธอทั้งสอง เป็นชาวมาเลย์ ทำเอาแปลกใจอยู่เหมือนกัน ว่าเข้าไปทักกันได้ยังไง
น้องบอกว่า ฟังหสงเสียงที่เธอสนทนากัน ทำให้สงสัยว่าน่าจะเป็นชาวมาเลย์เพื่อนบ้าน พอไปพูดจาด้วยภาษายะวีกันเข้า ก็เลยได้ทราบความเป็นมาเป็นไปซึ่งกันและกัน

ก็ ยินดีด้วย ที่น้องบัช ได้พบเพื่อนบ้านในต่างแดน ซึ่งคนจีน เขาถือว่าเป็น มงคลยิ่ง น่ายินดียิ่ง

ก็นึกว่า คงจะผ่านไปเพียงแค่นั้น แต่พอพาน้องบัชไปดูการทำเครื่องปั้นดินเผา ข้างๆวัดไผ่ล้อมเสร็จ พอออกมา น้องเขาเกิดความจำเป็นต้องไปชำระคดีความ เลยต้องย้อนมาเข้าข้างๆวัดไผ่ล้อม ซึ่งมีที่บริการอยู่

ระหว่างยืนรอ ก็โดนชน สามคน มารุมชน มะไฟ คนเดียว พอหันไปมอง ก็คุ้นๆ ยิ่งมอง ยิ่งจ้อง ก็เลยนึกออก เพื่อนมาเลย์ ที่น้องบัชเข้าไปทักทายกันนั่นเอง พวกเธอ คงเข้าไปชมความงดงามของโบสถ์ วัดไผ่ล้อม แล้วออกมาถ่ายรูปกันหน้าทางเข้าเอาไว้

ทักทายกันพอให้รู้ว่า มะไฟ มากับ บัช ที่ทักพวกเธอเมื่อครู่นี้ไง แล้วก็หยิบนามบัตร มอบให้เธอทั้งสามคนไป
อีกคน พอเห้นนามบัตรเข้า ก็โพล่งออกมา

อุ้ยๆ พี่ อยู่ใกล้ๆกับที่หนูเรียนเลยค่ะ
เฮ้ย นี่เธอ ไม่ใช้แขกมาเลย์หรอกรึ

หน้าตา ดูยังไงก็แขก แต่มาเรียกตัวเองว่าหนู มึน
พอสักพัก บัชออกมา ก็จ้อกันยกใหญ่

อีทีนี้แหละ เป็นเรื่อง ทาริกานางหนูนั้น ที่มองยังไงก็หน้าแขกนั่น กลับโอละพ่อ ลูกลาวสีเกษ(ศรีสะเกษ) เป็นงั้นไป ยิ่งพอรู้ว่า มะไฟ ก็เว้าลาวได้ ยิ่งไปกันใหญ่ มิหนำซ้ำ เพื่อนมาเลย์ นั้นคุณแม่ของเธอคนหนึ่ง ก็เป็นคนที่ได้รับทุน ไจก้า แบบเดียวกับที่เคยได้รับไปอีก

เอ้า เอาเข้าไป มีอะไรที่มันมาร่วมกันได้อีกมั้ยเนี่ย ฮึ

ช่วงเที่ยง พวกเราหากินกันแถวนั้น มะไฟ ไม่ได้เฉลียวใจคิด แต่ทาริกาติ๋ง เธอบอกว่า พวกเขาต้องกินอาหารของพวกเขา น้องบัช ก็บอกว่า ต้องพาไปหาอาหาร ฮาลาล (สะกดผิดไป ขออภัย) ที่ซอยสามัคคี ดังนั้น จึงพากันลงเรืออีกเที่ยว ข้ามฟาก พาไปที่ซอยสามัคคี

โชคดี ที่หาร้านอาหารมุสลิมจนเจอ เลยขอถือเป็นโอกาสดี จัดการเลี้ยงอาหารมื้อนั้นให้ น้องๆ ทั้งหลายกันให้อิ่มหนำสำราญกันทุกคน ได้ทำหน้าที่นี้อย่างสมใจซะที

บัช กลับยะลาค่ำคืนนั้น น้องสาวมาเลย์ ๒ คน เธอมาอยู่เมืองไทย ๓ สัปดาห์ในฐานะ นักศึกษาแลกเปลี่ยน นี่เปนสัปดาห์แรกของพวกเธอ และ วันอาทิตย์ พวกเธอจะไป วัดโพธิ์ วัดพระแก้ว ... ก็ขอให้เที่ยว ให้สนุก

สุดท้าย ทาริกาติ๋ง เธอบอกว่า วันอาทิตย์ที่ ๒ สาวไปเที่ยวนั้น เธอต้องสอนพิเศษกับเพื่อน ที่ทำงานพิเศษไปด้วย เรียนไปด้วย ก็เลยเตลิดเปิดเปิงไปดูสถานที่ ก็พบว่า พวกเธอใจสู้มาก อาศัยแรงกาย เข้ามาอาสาทำงานที่หนักมาก

สอนพิเศษ ครับ พวกเธอรับสอนพิเศษกัน
ตั้งแต่อนุบาล ยัน ม. ต้น ที่ตั้งอยู่หลังเมเจอร์ ห้าแยกปากเกร็ด

ขอให้สังเกตุ ตัวอักษร CU บนป้าย นั่นแหละ ของแที ที่ทีแรก มะไฟ นึกว่าเขียนกันมายังงั้นแหละ ที่ไหนได้ เพื่อนของ ติ๋ง จบจุฬาฯ มาต่อปริญญาโท ที่บางเขน ติ๋ง เธอเรียนเรื่องพวก LCA : Life Cycle Assessment ที่ มะไฟ ได้ยินทีแรกก็รีบนึกถึง lsc ไม่ก็ safety assessment ของเรื่องที่กำลังทำอยู่พอดี แต่เมื่อน้อง (ทีพอจะนับเป็นลูกได้) เธอชี้แจงโดยละเอียด จึงทราบว่า เข้าใจคลาดเคลื่อนไมากมาย

อะไรมันจะนัวเนียนุงนังเป็นตังเมแยกกันยากถึงปานนี้ก็ไม่รู้เนาะ



แต่บัดนั้น ที่พวกเราทั้งหมด ๒ บวก ๓ คน ได้พบกันช่วงสั้นๆ ไม่ถึง หกชั่วโมงดีเลยนั้น เมื่อแยกย้ายกันไปแล้ว ก็ไม่ได้พบกันอีกเลย

วิบากแห่งความสุข หรือ ทุกข์ ก็ไม่รู้ แต่ วูปมาแล้ว ก็จางหายไป ดุจดั่งคลื่นที่กระเพื่อมไปตามแรงกรรม

Monday, June 14, 2010

FreeBSD: ports --> webERP มด

commands



ไปเที่ยวเกาะเกร็ดกับหลาน ลงเรือที่ท่าวัดสนามเหนือ วัดสนามเหนือที่ มะไฟ ผ่านทีไรก็นึกสงสัยทุกทีว่า ทำไงถึงจะได้เข้าไปไหว้พระสักทีน่ะ

วานนี้ เข้าไปเกาะเกร็ดอีกหน ก็ผ่านวัดสนามเหนืออีกเช่นกัน เทวดาคงดลใจให้หันไปมองพระอุโบสถ เลยทำให้เห็นว่า ประตูเข้าโบสถเปิดอยู่ ยังความแปลกใจมากมากให้เกิดขึ้น เลยพาหลานเดินเข้าไปไหว้พระในพระอุโบสถ

ออกจากไหว้พระแล้ว นึกยังไงไม่ทราบ เกิดอยากถ่ายรูปไว้ เลยย้อนไปอีก
ก็พอดีกันกับพุทธบริษัทท่านหนึ่ง กำลังเดินเข้าไปถวายสังฆทาน เลยอยู่เป็นพยาน พยานบุญ ก็พลอยได้บุญไปกับเขาด้วย ขอขอบคุณพุทธบริษัทท่านนั้นไว้ ณ ที่นี้ด้วย และ ขอขอบคุณเทวดาที่ดลใจให้หันไปมองพระอุโบสถด้วย

ความจริง มันไม่สบาย ก็แต่คราวกลับจากจันทบุรีโน้น แต่พอรู้สาเหตุ อาการก็ทุเลาขึ้น แล้วเกิดอยากกินเมี่ยงคำขึ้นมา เลยนึกอยากไป ทั้งๆที่กำลังโม่กับพวกอีอาพี ERP softwares อยู่แท้ๆ

แปลก OpenERP ดันมีรูปมดดำ น่ารักดีไปอีกอย่าง คงรู้จักกันกับ ช่วง มูลพินิจ รึเปล่าก็ไม่ทราบ แต่เอาเถอะ ความอยากจะกินเมี่ยงคำ ทำให้ไม่คิดอะไรมาก ไปเกาะเกร็ดดีกว่า

แล้วก็ผ่านวัดสนามเหนือดั่งว่า

ข้ามฟากไปวัดปรมัยยิกาวาส ไหว้พระในพระอุโบสถกับหลานแล้วเดินไปสั่งเมี่ยงคำเจ้าเก่ามากัดกินกันตรงนั้นสดๆเลย แล้วเตลิดเลยไปวัดไผ่ล้อม เพราะหลานเกิดอยากไป ก็เดินเบียดเสียดผู้คน บนถนนแคบๆนั่นแหละ

ผ่านร้านขายขนมโบราณ ก็ไม่ได้เก่าอะไรมากนัก มะไฟ เพิ่งมารู้จักเอาตอนเริ่มนมแตกพาน จะว่าขนมโบราณ ก็ดูกระไรอยู่ แต่ขนมไทย น่ะใช้แน่หละ เขาคงเลือกใช้คำให้มันดูว่า ของเก่าน่ะ ต้องรีบหากินซะ อะไรทำนองนี้

ขนมดอกจอก



ความที่ยังมีอารมณ์ค้างกับงานพวกอีอาพี่อยู่ก่อนมา พอเงยหน้าไปมองป้ายก็ขำแทบควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ถามหลานว่า นี่ร้านขนมอะไร ทำไมมีมด หลานมันก็ตอบว่า

ร้านขนม ดอก จอก ลุงตุ๋งนี่ก้อ มันจะไปมีมดได้ยังไง

ก็เถียงกันไป มือก็แบรับขนมจากแม่ค้าที่เขายื่นมาให้ชิมไป กัดกินไป อร่อยพอหมดแล้วก็ยื่นมือไปอีก แม่ค้าก็ให้มาอีก แล้วเรา ลุงหลาน ก็ยืนวิเคราะห์วิจารณ์กันอยู่กรงนั้น ข้างแม่ค้ากลับดีใจ ที่เราสองคนดึงดูดลูกค้าให้

เฮอะ ทารกสูงสิบกว่าคืบ รึจะมาสู้ผู้ปราดเปรื่อง อย่าง มะไฟ ได้ ที่สุด พอเห็นแจ้งในธรรมเข้า หลานก็หัวร่อรั้งไม่อยู่ เดินตัวงอเอามือกุมท้องไปจนถึงวัดไผ่ล้อมนั่นแหละ แล้วก็กลับ เพราะคนเยอะ. จะเอาอะไรกับทารกนัก ฮึ

หลานก็เห็นว่ามันมีมดในป้ายร้านขนมนั่น

ร้าน ขน มด......

ว่าแต่ มะไฟ ก็ยังไม่วายสงสัย มด ทำไมมีขนด้วยหรือ

Tuesday, January 6, 2009

หริภุญไชย ๑๐ วัน(๓) : อรุณสวัสดิ์ เกาะเกร็ด


อากาศยามเช้าที่เกาะเกร็ด สดชื่นดีมาก โดยเฉพาะหนาวนี้ ลมจากแม่น้ำเจ้าพระยา โชยเอื่อย ทำให้อยากหายใจเข้าไปเก็บไว้ให้หมด แล้วค่อยๆขยักออกมาหายใจเข้าไปทีละนิดๆ เหมือนพวกเคี้ยวเอื้องยังไง ยังงั้นเลย

คาดเดาเอาว่า อีกไม่กี่วัน อากาศดีๆสดๆอย่างนี้ คงไม่มีอีกแล้ว ถึงได้คิดออกมาอย่างนี้ไง
มาต่อเอาเมื่อ ๑๒ มค

เช้าวันนั้น เราออกสำรวจรอบๆที่พักตามถนนฃนเดินที่จัดไว้ง่ายๆรอบเกาะ พบว่า ความเป็นอยู่ของผู้คน ยังปกติเหมือนดั่งเช่นเมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน หรืออาจจะถึง ๓๐ ปีก็ได้ สภาพความเป็นอยู่ ยังคงเดิม รูปแบบการดำรงชีวิต เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตามสมัย แต่ จิตวิญญาน ของความเป็นรามัญ ยังไม่เปลี่ยนแปลง

เราลัดตามทางมา พบร้านอาหารที่หมาย เตร่เข้าไปดูก็พบกับความ อิ่ม อร่อยที่เรียบง่าย ในสนนราคาที่ไม่แพงเลย จากนั้นออกเดินต่อ เรื่อยมาผ่านวัดเสาธงทอง แล้วเข้าแวะชมโรงงานปั้นดินเผาพื้นบ้าน ก่อนวัดไผ่ล้อมเล็กน้อย ออกจากโรงงาน มาแวะซื้อหาของฝากกระจุกกระจิก แล้วเลยออกมาหน่อยตีโค้งจะเข้ามาทางวัดปรมัย ๒ สาว เขาขอกลับที่พัก มะไฟ เลยปล่อยพวกเขาไป

ไปกราบหลวงพ่อ ที่วัดเสาธงทอง อนุญาตใจให้ล่องลอย ปล่อยจิตให้สงบ ก็พอจะพบกับ นาม รูป บ้าง พอดี ไหมพรม เธอแจ้งว่าเพื่อนจะขอกลับไปพบเพื่อนอีกคน กะจะไปเที่ยววัดด้วยกัน นัดกันไว้ที่ ... ฯลฯ ก็เลยกลับเข้าที่พัก

พาเพื่อนไปลงเรือที่ท่าวัดปรมัย ขึ้นท่าวัดสนามเหนือ ออกมาทางวัดบ่อ รอรถเมล์ เราแยกกันตรงนั้น แต่ขอเธอว่า หากถึงที่หมายแล้ว ให้แจ้ง ไหมพรม ด้วย เธอรับคำขอนั้นไว้

ไหมพรม ขอพักรอบนเกาะ เพื่อสำรวจหลายสิ่งหลายอย่าง เธอว่าอย่างนั้น ก็ปล่อยให้เธออยู่ตามลำพังบ้าง เพราะเจตนาก็จะให้เธอได้พักให้สบายใจอยู่แล้ว

ส่วน มะไฟ ก็กลับมาสั่งงาน ที่บ้าน ไม่มีอะไรมากเลย แค่เตรียมข้าวสารไว้ให้พอสำหรับ harmonics ระหว่าง ๒๘ ธค ถึง ๕ มค กับ ไข่ไก่ ๑ โหล และสตางค์สักวันละสองร้อยบาท ก็พอ

ก็แค่ว่า ไม่มีอะไรเลยนี่แหละ ครึ่งวันไปแล้ว เลยต้องรีบกลับไปเกาะเกร็ด เพราะห่วงว่า ไหมพรม เธออยู่คนเดียวนานนักก็ไม่ดี

ขึ้นท่าวัดปรมัยแล้วก็เลยทำบุญตรงศาลา แล้วนั่งผ่อนจิตฟังเพลงกล่อมใจ พอดี ไหมพรม เธอแจ้งว่าจะไปพบผู้มีพระคุณ สมัยที่เธอเข้ามากรุงเทพฯ เมื่อหลายปีก่อน จึงต้องขยับขยาย ออกมาไหว้พระในโบสถ แล้วอาศัยเท้า ๒ ข้างของตัวนี่แหละ พากลับมายังที่พัก

จัดกระเป๋าเสร็จ ก็ได้เวลา
เราอำลาที่พักจำเพาะคืนนั้น ด้วยความประทับใจที่ดี และ จะจดจำทุกลมหายใจ ทุกอณูอากาศของที่นี่เอาไว้ ไม่ลืมหรอก เกาะเกร็ดที่รัก

View My Stats