Showing posts with label licensing process. Show all posts
Showing posts with label licensing process. Show all posts

Monday, February 16, 2009

การจัดการกากกัมมันตรังสี(๔): กำกับ ควบคุม ดูแล การใช้ประโยชน์พลังงานนิวเคลียร์ ให้ปลอดภัย

ประเด็นที่ฝากไว้ให้คิดในตอนที่แล้ว คือ นอกจาก ใครรับบทบาทอะไรที่ต้องรู้แน่ชัดลงไปแล้ว ก็มีอีกคือ หากจะมีกระบวนการควบคุมกำกับดูแล กากฯ ขั้นตอนต่างๆควรเป็น และ ควรดำเนินไปอย่างไร

ปส. ที่ทำหน้าที่ของ regulatory body หรือ regulator นั้น เบื้องต้น ต้องกำหนด กระบวนการออกใบอนุญาต ให้ครบถ้วน แลหากจะให้มีการกำกับควบคุมกากฯด้วย ปส. จะดำเนินการอย่างไร กับ วัสดุกัมมันตรังสี ก่อนที่จะกลายเป็นกากฯ และ เมื่อเป็นกากฯแล้ว เอาประเด็นนี้ชัดๆ ให้แน่ชัดลงไปเลย สิ่งที่อยากตั้งคำถามไว้คือ
๑) ตัดการควบคุมของวัสดุกัมมันตรังสีนั้นทิ้ง
๒) ให้กากที่เกิดขึ้นนั้นเข้าสู่กระบวนการกำกับควบคุมดูแลโดยทันที
หรือ
๑) ตัดการควบคุมของวัสดุกัมมันตรังสีนั้นทิ้ง ส่วนที่ว่า วัสดุกัมมันรังสีนั้นๆ จะตกไปอยู่กับใคร ในสภาพไหน ยังไม่ต้องรับรู้
๒) ให้ ศจ. หรือ ผู้อื่นใด เป็นผู้ยื่นสิทธิครอบครองกากฯ นั้น
ซึ่งในประเด็นหลังนี้เอง จะมีช่วงเวลาที่ชอบเรียกกันว่าสูญญากาศอยู่ระหว่าง ๑) และ ๒) เพราะ กากฯ ที่เกิดนั้น เกิดมาจากไหน อย่างไร ฯลฯ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้อง สืบเสาะหากันอีก เพราะการได้มานั้น หากไม่ชัดเจน ไยมิใช่เท่ากับว่า ครอบครองโดยมิชอบธรรม หรือเรียกกันว่า รับของโจร นั่นเอง
บทลงโทษ ของการรับของโจร นั้น หนักหนาสาหัสมาก ศจ. หรือ ผู้ใช้สารรังสี คงไม่อยากเจอ ข้อกล่าวหานี้แน่

จริงอยู่ ในตอนแรกที่ยื่นขอสิทธิครอบครองนั้น เมื่อได้สิทธินั้น และได้สิทธิใช้ประโยชน์แล้ว จะระบุไว้ชัดเจนว่า กากฯ ที่เกิดขึ้น จะดำเนินการอย่างไร ก็จริงอยู่ แต่ ใครจะเชื่อได้เล่าว่า ไม่มีการรับกากฯ จากที่อื่นมาด้วย ระหว่างการใช้ประโยชน์สารรังสีที่ได้สิทธิครอบครอง และได้สิทธิใช้ประโยชน์นั้นๆ นอกเหนือไปจาก กากฯที่เกิดขึ้นเป็นปกติแล้ว

จริงอยู่ มีการตรวจสอบเป็นระยะๆ แต่บทเรียน ทำให้ทราบว่า การตรวจสอบที่ว่านี้ ไม่ได้ดำเนินการโดยเข้มงวดกวดขันแต่ประการใด เหตุน่ะหรือ ......ไม่มีคน แม้จะอ้างกันอย่างนั้น ให้รอดพ้นไป แต่ ความจริง ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ คือ คนไม่พอ ให้เกิดการตรวจสอบที่ เข้มแข็งพอเพียง ได้

เอ้า ตัวอย่างน่ะ สมมุติว่า หน่วยงานกำกับควบคุมดูแลให้ปลอดภัย ชื่อว่า สะเปะ และมี ๒ หน่วยงานที่ได้สิทธิใช้ประโยชน์สารรังสี หน่วยงาน ๒ หน่วยงาน ชื่อว่า หน่วยงานคว่ำ และ หน่วยงานหงาย โดยที่
  1. หน่วยงานหงาย ได้สิทธิกับสารรังสีชื่อ ซน โดยการใช้งาน เป็นการตัก ตวง ซน แล้วนำไปใช้งาน กากฯ ที่เกิดขึ้น จึงเป็นเพียง contaminated materails เท่านั้น กล่าวคือ กากฯ เป็นเพียงข้าวของทั่วไปที่ปนเปื้อน ไปด้วย ซน เท่านั้นเอง และ
  2. หน่วยงานคว่ำ ได้สิทธิกับสารรังสีชื่อ ซุก โดย สารรังสี ซุก นี้เป็น sealed sources และ ระหว่างการใช้งาน ไม่มีกากอื่นใดเกิดขึ้นเลย แม้แต่น้อย มีแต่สารรังสี ซุก ที่ความแรงลดลงไปโดยปกติของเขา เท่านั้นเอง
ทั้งคว่ำ และ หงาย ต่างอยู่ภายใต้อานัติการกำกับควบคุมดูแลให้ปลอดภัยโดย สะเปะ

คำถามที่เกิดขึ้นคือ

๑) สะเปะ มีความถี่ในการเข้าไปตรวจสอบหน่วยงาน คว่ำ และ หน่วยงาน หงาย มากน้อย เท่าไร
๒) หากสารรังสี ซุก มี ๑ ชิ้น ก็ง่ายแก่การกำกับควบคุมดูแล ให้ปลอดภัย แต่หาก สารรังสี ซุก มี ๕ ชิ้น คือ ซก๑ ซุก๒ ซุก๓ ซุก๔ ซุก๕ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ระหว่างการปฏิบัติงาน หน่วยงานคว่ำ จะไม่นำสารรังสี ซุก๔, ตัวอย่างน่ะ, ไปฝากทิ้งไว้กับ หน่วยงาน หงาย หรือแม้กระทั้งว่า ไปแอบทิ้งไว้ที่ หงาย เพราะเป็นการยาก ที่ สะเปะ จะเข้าไปรื้อค้นขยะ หงาย เพื่อดูว่า หงาย ไม่ได้รับ สารรังสีโจร , เรียกว่าอย่างงั้นก็แล้วกันเถิด ง่ายดี, จาก คว่ำ มาไว้ในครอบครอง

พูดตรงๆคือ ไม่เชื่อหรอกว่า สะเปะ จะกำกับ ควบคุม ดูแล ให้ ทั้ง หงายและคว่ำ ดำเนินกิจการด้าน การใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ ให้ปลอดภัยได้

ถ้ายังยุ่งไม่พอ ลองคิดต่อไปว่า มีอีกหน่วยงานหนึ่ง ชื่อ จุกจิก , จะเป็นศูนย์หรือเปล่า อันนี้ ไม่แน่ใจ, ที่มีภาระกิจหลักคือ รับให้บริการ เก็บรวบรวมกากกัมมันตรังสี จาก หงาย และ คว่ำ มาเพื่อดำเนอนการ บำบัด ดังนี้แล้ว สะเปะ ยังกำหนดไว้เพิ่มเติมอีกว่า จุกจิก นั้น ต้องดีแคลว่า ตนเองมีกากฯ อะไร ครอบครองอยู่อีก ซึ่งถ้าพิจารณาดูแล้ว จะพบว่า การที่ จุกจิก มีกากฯไว้ครอบครองนั้น ขั้นตอนนี้ ได้ผ่านไปแล้ว ได้รับสิทธิครอบครอง มาจากไหน ใครอนุญาต แม้ขั้นตอนนี้ ได้ผ่านไปแล้ว เพราะความจริงก็คือ ได้ครอบครองแล้วนี่ ก็ตาม จุกจิก เป็นเทวดามาจากไหน ที่ได้ครอบครอง โดยไม่ต้องขออนุญาต เมื่อเทียบกับ ทั้ง หงาย และ คว่ำ ที่กว่าจะได้สิทธิครอบครอง ต้องทำรายงานตั้งมากมาย เพื่อนำเสนอให้ สะเปะ พิจารณา

ลักลั่นดีไหม นอกจากข้อเคลือบแคลงสงสัยในประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานแล้ว ยังดูเหมือนว่า สะเปะ จะใช้ มาตรฐานคนละอย่าง กับหน่วยงานที่ตนเอง กำกับควบคุมดูแลให้ปลอดภัย อยู่

แต่จะไปตำหนิ สะเปะ แต่ถ่ายเดียวคงไม่เหมาะสมนักหรอก เพราะมองอีกด้านหนึ่ง ก็จะพบว่า จุกจิก เอง ก็ทำผิดกฏธรรมยุติ อันเป็นข้อตกลงกันไว้แล้วนั้นด้วย ตรงที่ว่า การจะได้ครอบครองนั้น ต้องได้รับ สิทธิครอบครอง นั้นนั้นเสียก่อน แต่นี่ กลับครอบครองโดยไม่ต้องขออนุญาต เป็นแต่ยื่นว่า บัดนี้ ได้ครอบครองกากกัมมัมนตรังสีนี้ๆ อยู่ ก็เป็นอันพอเพียงแล้ว

เมื่อเป็นอย่างนี้ ไยมิใช่เท่ากับกรณี ซุก๔ ในตัวอย่างแรกนั้นเล่า เป็นแต่ว่า บัดนี้ จุกจิก กลับรับ ซุก๔ มาไว้เสียเองอย่างหน้าชื่นตาบาน

นี่ยังนับว่าดี ตรงที่อย่างน้อย ซุก๔ ยังมาอยู่กับ จุกจิก ที่เป็นผู้ดำเนินการด้านรังสีอยู่ หากเป็นว่า ซุก๔ ถูก ขโมยออกไปเล่า โดยที่ขโมย ก็ไม่ได้มีความรู้พอที่จะจำแนกแยกแยะออกว่า สิ่งที่ตนเองครอบครองนั้น คืออะไร ผลที่เกิดขึ้น คงคาดเดาได้

จุดจบของเรื่องราว หรือ เรื่องราวจะยุติอย่างไร คงต้องร่างข้อยุติ อันเป็นที่ยอมรับของชุมชนเรา ไว้ก่อน ก่อนที่เรื่องราวอันวุ่นวายที่ได้ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ จักได้เกิดขึ้นมาจริงๆ , อืมม หรือว่า มันได้เกิดขึ้น แล้วหว่า

บทเรียนอันเจ็บปวด สมควรที่เราจะไม่ลืมเลือนละเลยทิ้งไปเสีย บทเรียนจาก หลายชีวิต ที่ได้ตกสิ้นไป จากอุบัติเหตุ โคบอลต์ หกสิบ ที่สมุทรปราการในปี ๒๕๔๓ นั้น ในเดือนกุมภาพันธฺ์นั้นด้วย บทเรียนนี้ ควรที่จะนำไปใช้อ้างอิง ในการพิจารณาหาข้อยุติในย่อหน้าที่ผ่านมานั้นด้วย

Tuesday, February 10, 2009

การจัดการกากกัมมันตรังสี (๓) : ปัจจุบันธรรม


ลูกแกะ
ลูกแกะ .... ใครกัน

เอาล่ะ เราออกจากโลกแห่งความเพ้อฝัน มาสู่ความจริงกันเสียที ไม่ว่าจะเป็น เครื่องปฏิกรณ์ ๑ เครื่อง กฏหมาย ๑ ฉบับ objective และ safety fundamental principles of radioactvie wastes ก็ดี ล้วนแต่เป็น ความคิด หรือ อดีต ที่แก้ไขไม่ได้ทั้งสิ้น มีแต่ปัจจุบันกรรม เท่านั้น ที่ให้ผลหนัก ให้ผลแรง ให้ผลเร็ว ที่พอจะทำให้ แก้กรรม ได้

นับตั้งแต่จาก สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ มา พวกเราชาว สทน. ก็นับว่าได้แสดงบทบาทของ operators ผู้ที่ operate radioactive wastes management facilities ได้อย่างเต็มตัว ส่วนจะภาคภูมิใจ หรือไม่นั้น ต้องถามเป็นรายคน เป็นคนคนไป

ทีนี้ เมื่อเราเป็น operators แล้ว เราเองก็ไม่ต่างจากผู้อื่น คือ เอกชนรายอื่นที่ต้องยื่นอะไรต่อมิอะไร จิปาถะ ต่อ ปส. แต่ ปส. กลับยังไม่ได้แสดงบทบาทของ regulators อย่างเต็มตัวต่างหาก หรืออาจจะเป็นเพราะ ข้อจำกัดทางด้านกฏหมาย ก็ไม่แน่นัก

โดยทั่วไปแล้ว facilities ต่างๆ ต้องได้รับการประเมินว่า ปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ก่อน จึงจะ ดำเนินการใดใด ต่อไปได้ ทว่า radioactive waste management facilities เท่าที่มีอยู่ กลับไม่ได้รับการประเมินดังกล่าวเลย

ครัวป่า

ก็เอาเถิด ยังจะพอถือเอาได้ว่า ยังอยู่ในช่วง ข้าวใหม่ปลามัน ยังพออลุ้มอล่วยกันได้ แบบว่า ครัวมี แต่กลับไปซื้ออาหารนอกบ้าน มากินกัน ทำนองนี้

แต่ในเรื่องของความปลอดภัย ในเรื่องของชีวิตแล้ว จะมาต่อรองกันเช่นนี้ ไม่ได้โดยเด็ดขาด

จากเรื่องความเป็นเจ้าของ ทำให้เกิด ข้อกังขา ขึ้นมาอีกเช่นกันว่า เมื่อ กากกัมมันตรังสีเองนั้น แท้ที่จริงแล้ว ก็คือ วัสดุกัมมันตรังสีที่จะได้รับการนิยามว่าเป็น กากกัมมันตรังสี โดยผู้รับผิดชอบ ระดับชาติ เมื่อเป็นฉะนี้ ทำไม ถึงไม่นำหลักการแห่งความเป็นเจ้าจอง มาใช้กับกากฯด้วยเล่า

ถ้าหาก ๒ ประเด็นข้างต้น ยังยุ่งไม่พอ เพื่อเพิ่มความสลับซับซ้อนของปัญหาเข้าไปอีก ก็ให้ พิจารณากัน ต่อไปว่า ระหว่าง ปส. กับ ศจ. ใครจะเป็นผู้ ดำเนินการกับ กากกัมมันตรังสี จากเอกชน หรือ แม้กระทั้งว่า จาก ปส. เองก็ตามทีเถอะน่า

งานนี้ paper works ล้วนๆ ไม่มีผูกเหล็ก ตอกเสาเข็ม นั่งห้างโบกปูน แม้แต่หน่อยหนึ่ง

ใคร....เหยื่อรายต่อไป

ฤๅ จะจริงอย่างว่า .....จะหาปราชญ์เจียนจะขาดพระนครฯ...........
จะอย่างไรก็ตาม ขอให้ระวัง กฏหมายมหาชน เอาไว้ด้วย


มหาชน แมวหมู่

เพราะนั่นคือเกราะที่ป้องกัน อกุศลปัจจุบันกรรม ป้องกันการกระทำตามอำเภอใจ ของ เจ้าพนักงานของรัฐ กุศลปัจจุบันธรรม เท่านั้นที่จะช่วยให้รอดได้ ที่จะช่วยให้ไปได้ดี

Monday, February 9, 2009

การจัดการกากกัมมันตรังสี(๑)


ลุยกันต่อน่ะ อย่าหยุด
เรามาต่อกันจากที่หยุดไว้ขณะหนึ่ง จากตอนที่แล้ว

เรามาต่อกันนอกเรื่องกากฯไปนี้ดหนึ่ง ไม่มากนัก ยังวนเวียน เกี่ยวพันกับกากฯอยู่แหละ

เรื่องที่ว่านั้นคือ เรื่องของการมีไว้ครอบครองสารรังสี หรือ วัสดุกัมมันตรังสี ที่โดยธรรมชาติแล้ว ผู้ที่จะ มีไว้ครอบครอง นั้น ต้องมีคุณสมบัติพอเพียง พอเพียงเพื่อให้แน่ใจว่า วัสดุกัมมันตรังสี เมื่ออยู่กับท่าน จะไม่เกิดอันตราบใดใดขึ้น ท่านจะไม่ได้รับอันตรายใดใด ผู้อื่นก็จะไม่ได้รับอันตรายใดใดด้วยเช่นกัน แลหากว่าจะมีการตรวจสอบอันใด ที่เกี่ยวข้อง จะโดยแจ้งล่วงหน้า หรือ สุ่มตรวจ ก็ตามแต่ ท่าน ต้องเอื้อให้ การตรวจสอบ นั้นเกิดขึ้นได้ และ แน่นอนว่า ผลการตรวจสอบนั้น แสดงว่า วัสดุกัมมันตรังสี อยู่ในสภาพที่ดี เพื่อว่าท่านจะสามารถ หรือ มีสิทธิครอบครอง ต่อไป ก็ประมาณนี้แหละ น่ะ

ท่าน คือ ผู้ที่ครอบครองวัสดุกัมมันตรังสี ท่าน ได้รับอนุญาต ให้ครอบครองวัสดุกัมมันตรังสี ก็แล้ว ใครล่ะ ใครกัน ที่เป็นผู้อนุญาต ท่านอาจจะถามขึ้นในใจ หรือ ทำไม ต้องขออนุญาตด้วย

คำตอบ ก็ให้ลองนึกถึงธรรมชาติบ้างน่ะ อาจจะทำให้เรื่องราวต่างๆ ง่ายขึ้น

ธรรมชาติที่ว่า ก็คือว่า ถ้าท่านจะแต่งเมียสักคนหนึ่ง, สามารถใช้คำว่า สักคนหนึ่งได้ เพราะบางวัฒนะธรรม ผู้ชาย สามารถมีเมียได้หลายคน, ท่านคงต้องให้ ว่าที่พ่อตาแม่ยาย พิจารณาถึง คุณสมบัติ ว่า อืมมม คนดีไหม ขยันไหม รักจริงรึเปล่า มีทรัพย์พอเลี้ยงตัวเอง และครอบครัวได้หรือไม่ ฯลฯ


แม้กระทั้งว่า ฝ่ายหญิงเอง ก็เช่นเดียวกัน ผู้ที่จะเป็นพ่อผัว แม่ผัว ก็ต้องพิจารณาว่าที่ลูกสะไภ้ ด้วยเช่นกันว่า เป็นแม่ศรีเรือนได้มั้ย ซื่อสัตย์มั้ย สุขภาพดีไหม การครัว การบ้านเป็นอย่างไร เหล่านี้ เป็นต้น

ฉันใด ก็ฉันนั้น

ownership หรือ การมีสิทธิครอบครอง นี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้น ของการกำกับควบคุม ที่ซึ่งต้องมีขึ้น ต้องเกิดขึ้นก่อนสิ่งอื่นใด เป็นจุดเริ่มต้นของ licensing process ซึ่ง ระบุชัดเจนลงไป ว่า ใคร ครอบครอง radioactive materails อะไร เพื่อวัตถุประสงค์อะไร เก็บรักษาไว้ที่ไหน ได้รับสิทธิครอบครอง นานเท่าไร ฯลฯ

ใบอนุญาต หรือ license นี้ ผู้ทำหน้าที่ กำกับควบคุม หรือ regulatory body เป็นผู้ออกให้ ซึ่ง regulatory body นี้เอง ก็ได้รับการแต่งตั้ง โดย member states หรือ รัฐบาล อีกทีหนึ่ง

ownership หรือ สิทธิครอบครอง นี้สำคัญมาก หาก ไม่มีสิทธิครอบครองแล้ว ก็อย่าหวังไปเลยว่า การนำไปใช้งาน จักบังเกิดขึ้น

อืมมม คงแตกต่างกับซีงิตจริงที่พบเห็นบ้างน่ะ ประเภทที่ว่า หอบผ้าหนีไปนาน กลับมาบ้านที ก็มีลูกอ่อน มาให้แม่พ่อ ได้ชื่นชมแล้ว อันนี้ ใช้งานก่อน โดยไม่ได้รับอนุญาต ให้มี สิทธิครอบครอง ครับผม


อรุณสวัสดิ์ ดอยติ


ก็คงพอได้สาระบ้าง เกี่ยวกับ การมีไว้ครอบครอง และ การใช้ประโยชน์วัสดุกัมมันตรังสี ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดกากฯ อีกที

Thursday, February 5, 2009

การจัดการกากกัมมันตรังสี

วันนี้ ขออนุญาตถกเรื่องของ การจัดการกากกัมมันตรังสี ให้ได้สาระสักวัน ถกกันในโครงการไกลปืนเที่ยงนี่แหละ
สาระที่คาดว่าจะได้ ในช่วงแรกนี้คือ
๑) ความหมายของคำว่า การจัดการกากกัมมันตรังสี
๒) วัตถุประสงค์ของการจัดการกากกัมมันตรังสี และ ปรัชญาของการจัดการกากกัมมันตรังสี
๓) licensing process ที่เกี่ยวข้อง
เอากันในเบื้องต้นเพียงแค่นี้ก่อน และก็หากท่านผู้ชม ผู้อ่านมีข้อเสนอแนะ มีความคิดเห็นเพิ่มเติม แตกต่าง สอดเสริม อย่างไร ก็เรียนเชิญครับ ในช่อง ความเห็นใต้หัวข้อ ใต้หัวเรื่อง เรื่องนี้ เปิดกว้างไว้สำหรับรับฟังโดยไม่มีขีดจำกัดแต่อย่างไร แต่ก็ตกลงกันไว้ก่อนน่ะ ว่า ท่านต้องรับผิดชอบต่อความเห็นของท่าน

มาต่อกันน่ะครับ
น้ำใจราดรดหน้า

ก่อนอื่น ต้องรับทราบความจริงของบ้านเราก่อนว่า ประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ เรา ไม่ใช่สิ่งนั้นโดยสิ้นเชิง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว อะไรละ ที่บังเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา
อันนี้ คงต้องย้อนกลับไปเมื่อราวๆ ๔๐ ปีก่อนโน้น ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่บางประเทศเกิดมโนสำนึกในด้านดีขึ้นมา หลังจากที่คร่าชีวิตผู้คนไป คร่าไปด้วยสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ทั้งที่รู้ว่าไม่จำเป็น เลยเกิดโครงการ Atoms for Peace ขึ้นมา ผลของโครงการนี้ ก็เลยทำให้ประเทศไทย ที่ปลูกข้าวเลี้ยงคนในโลกทุกวันนี้ ได้เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย (nuclear research reactor) ขึ้นมา ๑ เครื่อง พร้อมกับกฏหมาย ๑ ฉบับ
พระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ ๒๕๐๔
เครื่องปฏิกรณ์ นั้นตั้งบน หรือ ใน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ภาระกิจแรกเริ่มดูจะมี ผลิตไอโซโทปรังสี งานวิจัยเพื่อ หรือ ด้านเกษตรศาสตร์ งานวิจัยในกิจการแพทย์ และ น้ำที่เป็น coolant นั้นก็เทลงมาให้ กองขจัดกากกัมมันตรังสี บำบัด ปีละหน เท่านั้นเอง ก็อาจจะมีของที่เผาได้ประปราย แต่ไม่มาก เพราะเตาเผาเมื่อก่อนโน้น เตาเผาผี ยังใหญ่กว่าซะอีก

แต่ ไม่มีอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ ที่มีขบวนรถไฟ ขนส่งแร่ หรือ สินแร่นิวเคลียร์วิ่งวันละหลายๆเที่ยว จากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่ง หรือ จากหลายๆแหล่ง ไปยังอีกหลายๆแห่ง ไม่มีเด็ดขาด !!!

จุดเริ่มต้นของกากกัมมันตรังสี มีอยู่เพียงเท่านี้ น้ำจากเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย กับขยะเผาไหม้ได้
มาต่อน่ะครับ
สีฟ้า .. สู้ซู่า

แล้ว อะไรคือความวุ่นวายของการจัดการกากกัมมันตรังสีอยู่ในขณะนี้ อะไรคือกากกัมมันตรังสี รึ หรือว่า อะไรกันแน่ ที่ว่าจัดการจัดการน่ะ แล้วการจัดการกากกัมมันตรังสี มันเป็นอย่างไร อันนี้หรือเปล่า ที่ทำให้วุ่นวายกัน จนต้องถึงกับ เปิดหลักสูตรอบรมการป้องกันอันตรายจากรังสี ขึ้นมา

ถ้ามันยุ่งนัก ก็อย่าไปจัดการเลย ปล่อยไปเถอะ แค่เอกสารง่ายๆ ยังจัดการไม่ได้ ก็อย่าริทำงานอื่นเลย

จากจุดเริ่มต้น ทราบว่า กากกัมมันตรังสีในประเทศไทย ก็เพียงแค่ ความเปรอะเปื้อนทางรังสี เท่านั้นเอง ไม่ว่า
  1. น้ำจากเครื่องปฏิกรณ์ ซึ่งอย่างมากก็ activation products ของฝุ่นที่หล่นลงไปเท่านั้น เพราะหากมีมากกว่านั้น ก็เป็นตัวชี้วัดได้อย่างดีว่า เกิดปัญหาขึ้น ซึ่งอาจจะเกิดจากตัวอย่างที่นำเข้าไปอาบรังสี มากกว่าอย่างอื่น หรือ
  2. กระดาษที่เผาไหม้ได้


จากจุดเริ่มต้น ทราบว่า กากกัมมันตรังสี คือสิ่งที่ เจ้าของเขาไม่ต้องการแล้ว หาก เขายังใช้งานอยู่ได้โดยปลอดภัย ก็ไม่สมควรนับเข้าไปเป็นกากกัมมันตรังสี

ขอให้ใส่ใจกับตรงที่เน้นว่า เขายังใช้งานอยู่ได้โดยปลอดภัย นี้ไว้ให้มากมาก เพราะมันแสดงถึง ownership หรือ สามี หรือ ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ซึ่งการที่จะมีจะเป็นได้นี้ ไม่ใช่ของง่ายนัก

แต่กับกากกัมมันตรังสีแล้วนี่ เราต้องแสดงความเป็นเจ้าของด้วยหรือ ฮึ

ตะก่อนร่อนชะไรมา ก็เห็นแต่ว่า พอดั้มกากของแหลวมาที เรา (หมายถึงกองขจัดกาก) ก็บำบัดไปที อย่างมากที่จะแสดงได้ ก็คือกากของแข็งที่ต้องเผา ซึ่งมีเพียงแค่ บันทึกลงสมุดปกแข็ง เล่มโตขนาดกระดาษฟูลสแก้ปนั่นเทียว นั่นแหละ การแสดงว่า ฉันได้ดำเนินการกับกากกัมมันตรังสีแล้วน่ะ เท่านี้เอง

เรื่องดูท่าทางว่าจะยาว คงไม่จบในวันสองวันนี่หรอก เผลอๆล่วงวันมาฆะปูชาไปโน่นแล้ว ก็ยังไม่แน่
พักสักครู่น่ะครับ
แป้บหนึ่งน่ะพี่น่ะ

View My Stats