Showing posts with label ธรรม. Show all posts
Showing posts with label ธรรม. Show all posts

Tuesday, May 17, 2011

วิสาขะปูชา

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอนอบน้อมแด่พระธรรมของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าขอยึดมั่นเป็นที่พึ่งอันเกษม ไม่มีที่พึ่งอื่นใดยิ่งใหญ่กว่า
แม้เป็นครั้งที่หนึ่ง แม้เป็นครั้งที่สอง แม้เป็นครั้งที่สาม

....เพลิงกิเลสเพลิงทุกข์เหล่านี้ ยกเว้นพระพุทธเจ้าเสียแล้ว ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดในโลกดับได้  แต่ผู้ที่จะรู้ว่าเป็นเพลิงเครื่องร้อนเท่านั้นก็หายากเสียแล้ว ผู้ที่จะดับเพลิงนั้นจะได้มาแต่ไหนเล่า....

ราคะ โทสะ โมหะ คือเพลิงกิเลส
เกิด แก่ เจ็บ ตาย โสกะ ปริเทวะ อุปายาสะ คือเพลิงทุกข์ อันมีความเกิดเป็นจุดเริ่ม

คัดลอกจากบางส่วนของ ธรรมเจดีย์ ธรรมะชำระใจ ของสมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทธสิริ)


อ่านพอให้เกิดพละกำลัง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
๓. จักกวัตติสูตร (๒๖)
จบ อัคคัญญสูตร ที่ ๔   ※ธรรมเท่านั้นแบ่งแยกสัตว์แทั้งในเวลาปัจจุบัน ทั้งในเวลาภายหน้า

※ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็บรรดาวรรณะทั้งสี่นี้ วรรณะใด เป็นภิกษุ สิ้นอาสวะแล้ว มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว มีกิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ววางภาระเสียได้แล้ว ลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว หมดเครื่องเกาะเกี่ยวในภพแล้ว หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้โดยชอบ วรรณะนั้นปรากฏว่า เป็นผู้เลิศกว่าคนทั้งหลาย โดยธรรมแท้จริง มิใช่นอกไปจากธรรมเลย ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ความจริงธรรมเท่านั้นเป็นของประเสริฐที่สุดในประชุมชน ทั้งในเวลาเห็นอยู่ ทั้งในเวลาภายหน้า ฯ

Tuesday, May 3, 2011

เทคโนโลยี และ ธรรม(ชาติ)

เทคโนโลยี นำความก้าวหน้าด้านวัตถุมาให้ ดูว่าทำให้ความเป็นอยู่สะดวก สบายขึ้น แต่กับการมาบังคับว่าต้องรับเทคโนโลยี เนี่ย ไม่ถูกต้องน่ะ เพราะการบังคับข่มขืนใจกัน มันผิด

เอาเถอะ เทคโนโลยี หากนำมาเท่าที่ว่า แม้จะทำนองบังคับบ้าง (อืมม เชิงว่าเกินจำเป็นไปนิดหน่อย จะดูดีกว่าใช้คำว่า บังคับ เน้าะ) ก็ยังดูดี แต่เท่าที่ปรากฏ ไม่ต้องเอาอะไรมาก แต่ผลิตปุ๋ยมาขาย ไม่ต้องถึงกับนิวเคลียร์ หรือทฤษฎีสัมพันธภาพจำเพาะอะไรหรอก มันก็เสียหายมาก เพราะบริโภคโดยไม่มีสติ ทำนองว่า กินไม่เป็น ผลเสียที่ว่าคือ โรคจากแมลงมากขึ้นๆ ผลผลิตตกต่ำลงๆ

แต่ในอีกมุมหนึ่ง เทคโนโลยี นำมาซึ่งการเข่นฆ่าทำลายชีวิตมนุษย์ด้วยกันเอง เห็นอยู่น่ะ การเข่นฆ่าชีวิตมนุษย์ ทำให้ต้องใช้เทคโนโลยีกันทีเดียวเจียวหรือ ใจร้ายเน้าะ ดูราวกับว่าไม่มีธรรม

น่าจะคิดบ้างว่า คน ก็คือธรรมชาติ

บ้านอาระบ๊ะกอ หรือ เทพารักษ์คอหัก เมื่อถอดความจากภาษาเขมรท้องถิ่นออกมาเป้นภาษาบาลีปนไทย ก็ทำนองนี้ เคยอยู่ เคยกิน เคยนอน และ เคยเผาพ่อ เผาแม่ ที่เพื่อนทั้ง พปส., ปส. ต่างไม่ทิ้งกันนั่นแหละ อยู่ห่างจากถนนโชคชัย-เดชอุดมตรงนิคมสร้างตนเอง อำเภอปราสาทไปราวๆ ๘ กิโลเมตร ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเมื่อสิ้นบุญท่านแล้ว ก็ยกที่นั้นให้หลานๆไปหมด

ด้วยกุศลผลบุญที่ทำมา จงช่วยให้พี่น้องได้รอดพ้นจากเทคโนโลยีต่ำทรามชั่วช้าเหล่านั้นด้วยเถิด

Tuesday, January 11, 2011

ถึงที่หมาย โดย สวัสดิภาพ

มาถึงเวลานี้ คำว่า ถึงที่หมาย โดย สวัสดิภาพ คงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการเป็นอย่างยิ่ง ความต้องการนี้ คงเกิดจาก การเห็นคนตาย จากอุบัติเหตุบนท้องถนน ติดๆกันหลายครั้ง ครั้งล่ะหลายๆศพบ้าง ไปตายในโรงพยาบาลบ้าง

....คงเป็นเวรกรรมน่ะ.... ผู้สูญเสียรำพึงเบาๆบ้าง สะอึกสะอื้นพึมพำออกมาบ้าง
....อุบัติเหตุ ไม่ใช่เรื่องเวรกรรม...  ตำรวจท่านว่ามาอย่างนั้น

แต่หากเราจะมาเอาแพ้ชนะกัน มันไม่ได้อะไร เพราะมีแต่ความสูญเสีย ทั้งคู่

แต่ อุบัติเหตุ พอจะป้องกันได้ พอจะหลีกเลี่ยงได้ พอจะ ชดเชยได้หากเกิดขึ้น  อันนี้ จริง

Star Wars: The Complete Saga (Episodes I-VI) [Blu-ray]

ซึ่งอัน ชดเชย นี้ ไม่มีใครอยากได้เลย ไม่อยากให้มีการสูญเสีย จะดีกว่า

เมื่อครั้งยังเด็กอยู่นั้น เคยอาศัยทำมาหากินกับพ่อแม่ ข้างๆคิวรถ พอโตมาสักพัก พี่สาวไปแต่งกับนายท่ารถ เลยต้องเรียกว่า พี่นาง ไป และมักจะได้ยินบ่อยๆ เสมอๆ ทุกครั้งที่รถจะออกจากท่า เสียงของนายท่า ประกาศว่า

...ขณะนี้ รถโดยสารเที่ยวที่... กำลังจะออกจากท่ารถ ประโคนชัย ไปยังจุดหมายปลายทาง บริษัทฯ...ขอขอบคุณท่านผู้โดยสารที่มอบความไว้วางใจใช้บริการการเดินรถเที่ยวนี้ ...ขอให้ท่านผู้โดยสารทุกท่าน เดินทางไปถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

ซึ่งคำกึ่งอวยพรลงท้ายนี้ ทุกคนแทบไม่ตระหนักถึงความห่วงใย ที่บริษัทเดินรถต่างๆ มีต่อตนเอง เพราะปกติก็เดินทางถึงที่หมายกันถ้วนหน้าทุกคนไป

ครั้นเมื่อวันที่ ๑ กพ ๒๕๓๗ ที่เกิดอุบัติเหตุรถตู้เหมาคัน คว่ำกลิ้งทุกท่าลงข้างถนนแถวๆสิงห์บุรี คนตายเกลี้ยงทั้งคัน เหลือรอดคนขับรถคนเดียว ตายคาที่ ๖ ไปตายที่โรงพยาบาลสิงห์บุรี ๑

ครั้งนั้น มะไฟ ถึงได้ตระหนักถึงคำอวยพรส่งท้าย ของนายท่ารถ ถึงความหมายของคำว่า เดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ รู้ดี เพราะคนที่อยู่สิงห์บุรีคือ กุสุมา ศรีโยธา
แบบจำลองการทิ้งกากฯ
เอาเถอะ แม้ตัวตนจะไม่อยู่ แต่ผลงานก็ยังแทนตัวได้ ,ช่างมาถ่ายรูปผลงานไปออกรายการ หญิง, กุสุมา, คงหมดห่วงซะที


หากมีอันใดล่วงเกินไป ขออภัยกันตรงนี้เลย กุศลผลบุญก็ได้อุทิศให้ไปแล้ว ขอให้สู่สุคติภพเถิด

 ไม่มีอะไร battery มันหมดน่ะ แล้ว aspire 2920 เครื่องนี้  เขาก็พาลดับวูปไป เอาล่ะ publish ไว้ก่อนสักโสดหนึ่ง แล้วค่อยมาว่ากันต่อ เน้าะ

แต่นั้นมา เวลาเห็นเพื่อนร่วมงาน เดินทางไปไหนมาไหน ก็มักจะบอกเพื่อนร่วมงาน ด้วยวลีเดียวกับ นายท่ารถพี่เขยท่าน บอกกับผู้โดยสาร แต่ครั้นบอกบ่อยๆเข้า เขาก็ว่า คงยังไม่ลืม ยิ่งเวลาผ่านไป เมื่อไปย้ำเข้า บ่อยเข้าทุกที คนเขาก็หาว่า บ้า

เอาละ จะยังไงก็ชั่งเถอะ ความปราถนาดีจากใจ ก็คือกุศลกรรมที่ มะไฟ ได้ก่อขึ้น แน่นอนว่า ทำดีย่อมได้ดี ต่อเมื่อผลกรรมยังไม่สนอง ก็ไม่ต้องร้อนรนไป

เดือนก่อน เขียนเรื่อง FreeBSD ส่งไป ในนั้น สิ่งแรก ที่บอกไปคือคำสั่ง exit หรือ logout ซึ่งไปเปรียบเอากับการ หยุดรถ ในการสอนขับรถ โดยเปรียบเทียบเอาว่า ถ้าไม่บอกนักเรียนขับรถ ให้รู้ถึงการหยุดรถเอาไว้ก่อน ต่อเมื่อจะบอก (ให้เขาหยุดรถ) ระหว่างที่เขาขับรถไปนั้น มันคงขลุกขลักน่าดู เผลอ ๆ จะมีอุบัติเหตุเอา

เข้าใจว่า นัก(เขียน)วิชาการ ท่านคงเห็นขำกัน มากกว่าจะเห็นว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่ง มะไฟ เอง ก็ไม่ได้อยากให้เห็นจริงจังอะไร เป็นแต่ เปรียบเปรยให้ทราบถึงเหตุผล ในการยกคำสั่งแรก มาสอนให้รู้ เท่านั้นเอง

เอาเถอะ ก็ออกจะมากไป ไม่ดี

แต่ในแง่ธรรม การรู้จัก หยุด และ การเดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ(ทำที่สุดแห่งทุกข์) นั้น ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ จะได้ไม่เสียทีที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนานี้เข้า ฉันใด ก็ฉันนั้น ก็เห็นสมควรยุติเรื่องนี้ ไว้แต่เพียงเท่านี้

ด้วยเดชแห่งคุณพระรัตนตรัย ขอความสุขสวัสดี จงบังเกิดแก่ทุกท่านผู้เจริญในธรรม

เขียนเสร็จ ก็มีหนังสือเวียน แม้จะไม่ใช่หนังสืออีเล็กทรอหนิกส์ แต่ก็เป็นหนังสือราชการ มาแจ้งให้ทราบ ถึงการทำบุญ ในวันศุกร์ที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๔ ที่จะถึงนี้ เลยร่วมทำบุญไป ตามกำลังทรัพย์เท่าที่มี ขอให้ทุกท่าน ได็โปรดอนุโมทนาสาธุด้วยเถิด

Thursday, October 14, 2010

ธมฺม ทานํ สพฺพ ทานํ ชิเนติ

ผู้คนทุกวัน ดูจะวุ่นวายมากกว่าเก่าก่อน ไม่ต้องนานมาก เอาแค่ เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว กับ สามสิบปีที่แล้ว ก็พอมองออกถึงความแตกต่าง

กาลเวลาล่วงไป พุทธศาสนิก กลับปฏิบัติธรรมกันน้อยลง แต่ถาวรวัตถุ และวัตรปฏิบัติเพี้ยนๆ กลับมากขึ้น

ยิ่งเทคโนโลยีเจริญมากขึ้นเพียงไร สิ่งที่ได้กล่าวไป ยิ่งเด่นชัดเจน และเพิ่มปริมาณมากขึ้นเพียงนั้น

ดูเอาเถิด แค่ต้นไม้รูปร่างแปลกๆ ก็ไปกราบไหว้ ทำให้นึกถึงเรื่องเล่าในสมัยพุทธกาล ที่ผู้คนไปกราบไหว้ ต้นไม้ ภูเขา สาระพัดสิ่ง เอามาเป็นสรณ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูก

พุทธานุภาพ แผ่ไปที่ใด แสงสว่างแห่งธรรม แผ่ไปทิศใด พระอริยสงฆ์สาวก มุ่งไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ยังตำบลใด ความเห็นผิดๆเหล่านั้น ล้วนถูกลบล้างไปสิ้น และต่างหันกลับมายืดถือเอา พระรัตนตรัย เป็น สรณ เพราะ พระรัตนตรัย คือ สรณอันเกษม

ในชีวิตจริง เห็นแม่บ้านทำความสะอาด สทน. ท่านหนึ่ง เธออ่านหนังสือในยามว่าง ล้วนแต่เรื่องผีมั่ง เรื่องเหลือเชื่อมั่ง ก็ทำให้นึกถึง หนังสือ พระอานนท์พุทธอนุชา ที่ ไก่แจ้ เธอมอบให้มา เลยยกให้แม่บ้านท่านนั้นไป

ธมฺม ทานํ สพฺพ ทานํ ชิเนติ

ยกมือไหว้พระ นั่นเป็นแต่ภายนอก ภายในใจท่าน ขอให้ระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ให้ได้ เพราะ นี่คือ พระรัตนตรัย ที่เป็นสรณอันเกษม
นโมตสฺส ภควโต
อรหโต
สมฺมา
สมฺพุทฺธสฺส นโมตสฺส ภควโต
อรหโต
สมฺมา
สมฺพุทฺธสฺส นโมตสฺส ภควโต
อรหโต สมฺมา
สมฺพุทฺธสฺส

พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ
ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
กราบขออภัย แก้ไขคำผิด จาก สรณั เป็น สรณํ

Wednesday, September 1, 2010

คลื่นวิบาก

ที่ห่างหายไปช่วงหนึ่ง และ ล่วงเลยมาจนป่านนี้ ถึงมาเขียนเอา ก็เพราะความที่ทุกสิ่ง ทุกอย่าง อยู่นอกเหนือการควบคุม มันเป็นเช่นนั้นเอง

เช้าวันเสาร์ กะว่าจะโม่ syslog ให้จบ แต่น้องบัช ก็โทรฯมาว่าจะแวะมาเยี่ยม ก็โอเค มาก็มา รับคำน้องบัชว่า ว่าง มาได้ เพราะงานที่ทำคือเขียน blog นั้น ชะลอได้ ต้อนรับอาคันตุกะ สำคัญเป็นที่สุด
ตกลงปลงใจแล้ว ก็หาอาหารเช้าให้อุรากิน ระหว่างนั้น พลันก้นึกได้ว่า ในเมื่อน้องเขาไปรอที่ปากเกร็ด ก็น่าจะพาน้องเขาไปเที่ยวเกาะเกร็ดเสียด้วยเลย เลยแจ้งให้น้อง รอที่ท่าเรือปากเกร็ดนั่นแหละ
ไปเจอกันที่ท่าน้ำปากเกร็ด บัช เขาก็เรียบร้อยอาหารเช้าไปแล้ว อีกจนได้ งวดก่อน มะไฟ ก็ไม่ได้เลี้ยงอาหารในฐานะเจ้าของถิ่นเลย นับว่าบกพร่องมากโขอยู่ มางวดนี้ เขาก็อิ่มเองซะก่อนอีก เฮ้อ

พากันเดินลัดเลาะตลาดเก่า ทะลุไปออกถนนที่นำไปยังวัดสนามเหนือ

ลงเรือ ที่ท่าวัดสนามเหนือ แล้วไปขึ้นท่าวัดปรมัยฯ แล้วเดินตามทางเดินรอบเกาะ ระหว่างทาง เห็นน้องเขาทักทายเพื่อนมุสลิมด้วยกัน ก็ถือว่าธรรมดา เพราะเพื่อนชาวมุสลิม มาเที่ยวที่เกาะเกร็ด ก็มีให้เห็นเป้นประจำ อย่าว่าแต่เพื่อนชาวมุสลิมเลย ฝรั่ง เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน ก็มากัน

น้องบัชบอกว่า เธอทั้งสอง เป็นชาวมาเลย์ ทำเอาแปลกใจอยู่เหมือนกัน ว่าเข้าไปทักกันได้ยังไง
น้องบอกว่า ฟังหสงเสียงที่เธอสนทนากัน ทำให้สงสัยว่าน่าจะเป็นชาวมาเลย์เพื่อนบ้าน พอไปพูดจาด้วยภาษายะวีกันเข้า ก็เลยได้ทราบความเป็นมาเป็นไปซึ่งกันและกัน

ก็ ยินดีด้วย ที่น้องบัช ได้พบเพื่อนบ้านในต่างแดน ซึ่งคนจีน เขาถือว่าเป็น มงคลยิ่ง น่ายินดียิ่ง

ก็นึกว่า คงจะผ่านไปเพียงแค่นั้น แต่พอพาน้องบัชไปดูการทำเครื่องปั้นดินเผา ข้างๆวัดไผ่ล้อมเสร็จ พอออกมา น้องเขาเกิดความจำเป็นต้องไปชำระคดีความ เลยต้องย้อนมาเข้าข้างๆวัดไผ่ล้อม ซึ่งมีที่บริการอยู่

ระหว่างยืนรอ ก็โดนชน สามคน มารุมชน มะไฟ คนเดียว พอหันไปมอง ก็คุ้นๆ ยิ่งมอง ยิ่งจ้อง ก็เลยนึกออก เพื่อนมาเลย์ ที่น้องบัชเข้าไปทักทายกันนั่นเอง พวกเธอ คงเข้าไปชมความงดงามของโบสถ์ วัดไผ่ล้อม แล้วออกมาถ่ายรูปกันหน้าทางเข้าเอาไว้

ทักทายกันพอให้รู้ว่า มะไฟ มากับ บัช ที่ทักพวกเธอเมื่อครู่นี้ไง แล้วก็หยิบนามบัตร มอบให้เธอทั้งสามคนไป
อีกคน พอเห้นนามบัตรเข้า ก็โพล่งออกมา

อุ้ยๆ พี่ อยู่ใกล้ๆกับที่หนูเรียนเลยค่ะ
เฮ้ย นี่เธอ ไม่ใช้แขกมาเลย์หรอกรึ

หน้าตา ดูยังไงก็แขก แต่มาเรียกตัวเองว่าหนู มึน
พอสักพัก บัชออกมา ก็จ้อกันยกใหญ่

อีทีนี้แหละ เป็นเรื่อง ทาริกานางหนูนั้น ที่มองยังไงก็หน้าแขกนั่น กลับโอละพ่อ ลูกลาวสีเกษ(ศรีสะเกษ) เป็นงั้นไป ยิ่งพอรู้ว่า มะไฟ ก็เว้าลาวได้ ยิ่งไปกันใหญ่ มิหนำซ้ำ เพื่อนมาเลย์ นั้นคุณแม่ของเธอคนหนึ่ง ก็เป็นคนที่ได้รับทุน ไจก้า แบบเดียวกับที่เคยได้รับไปอีก

เอ้า เอาเข้าไป มีอะไรที่มันมาร่วมกันได้อีกมั้ยเนี่ย ฮึ

ช่วงเที่ยง พวกเราหากินกันแถวนั้น มะไฟ ไม่ได้เฉลียวใจคิด แต่ทาริกาติ๋ง เธอบอกว่า พวกเขาต้องกินอาหารของพวกเขา น้องบัช ก็บอกว่า ต้องพาไปหาอาหาร ฮาลาล (สะกดผิดไป ขออภัย) ที่ซอยสามัคคี ดังนั้น จึงพากันลงเรืออีกเที่ยว ข้ามฟาก พาไปที่ซอยสามัคคี

โชคดี ที่หาร้านอาหารมุสลิมจนเจอ เลยขอถือเป็นโอกาสดี จัดการเลี้ยงอาหารมื้อนั้นให้ น้องๆ ทั้งหลายกันให้อิ่มหนำสำราญกันทุกคน ได้ทำหน้าที่นี้อย่างสมใจซะที

บัช กลับยะลาค่ำคืนนั้น น้องสาวมาเลย์ ๒ คน เธอมาอยู่เมืองไทย ๓ สัปดาห์ในฐานะ นักศึกษาแลกเปลี่ยน นี่เปนสัปดาห์แรกของพวกเธอ และ วันอาทิตย์ พวกเธอจะไป วัดโพธิ์ วัดพระแก้ว ... ก็ขอให้เที่ยว ให้สนุก

สุดท้าย ทาริกาติ๋ง เธอบอกว่า วันอาทิตย์ที่ ๒ สาวไปเที่ยวนั้น เธอต้องสอนพิเศษกับเพื่อน ที่ทำงานพิเศษไปด้วย เรียนไปด้วย ก็เลยเตลิดเปิดเปิงไปดูสถานที่ ก็พบว่า พวกเธอใจสู้มาก อาศัยแรงกาย เข้ามาอาสาทำงานที่หนักมาก

สอนพิเศษ ครับ พวกเธอรับสอนพิเศษกัน
ตั้งแต่อนุบาล ยัน ม. ต้น ที่ตั้งอยู่หลังเมเจอร์ ห้าแยกปากเกร็ด

ขอให้สังเกตุ ตัวอักษร CU บนป้าย นั่นแหละ ของแที ที่ทีแรก มะไฟ นึกว่าเขียนกันมายังงั้นแหละ ที่ไหนได้ เพื่อนของ ติ๋ง จบจุฬาฯ มาต่อปริญญาโท ที่บางเขน ติ๋ง เธอเรียนเรื่องพวก LCA : Life Cycle Assessment ที่ มะไฟ ได้ยินทีแรกก็รีบนึกถึง lsc ไม่ก็ safety assessment ของเรื่องที่กำลังทำอยู่พอดี แต่เมื่อน้อง (ทีพอจะนับเป็นลูกได้) เธอชี้แจงโดยละเอียด จึงทราบว่า เข้าใจคลาดเคลื่อนไมากมาย

อะไรมันจะนัวเนียนุงนังเป็นตังเมแยกกันยากถึงปานนี้ก็ไม่รู้เนาะ



แต่บัดนั้น ที่พวกเราทั้งหมด ๒ บวก ๓ คน ได้พบกันช่วงสั้นๆ ไม่ถึง หกชั่วโมงดีเลยนั้น เมื่อแยกย้ายกันไปแล้ว ก็ไม่ได้พบกันอีกเลย

วิบากแห่งความสุข หรือ ทุกข์ ก็ไม่รู้ แต่ วูปมาแล้ว ก็จางหายไป ดุจดั่งคลื่นที่กระเพื่อมไปตามแรงกรรม

Thursday, August 5, 2010

ข้อคิดจากหมอดู

จงดูว่า คนอื่นเขาทำอะไรให้คุณ แล้วยอมรับซะ มากกว่าที่จะไปจับผิดเขาแล้ว ทำให้ทั้งเราและเขา ต่างก็ทุกข์ด้วยกัน

ว้าวววว คำคมที่ บาดตา บาดเมื่ออ่าน บาดหูเมื่อได้ฟัง บาดใจเมื่อได้คิด แต่ ก็ งั้น งั้น แหละ เน้อะ ถ้าอ่านผ่านไปเฉยๆ

แหม ท่านพุทธทาสก็บอกว่าให้มองเขาไว้แต่ในแง่ดีเถิด ท่านบอกไว้นานแล้วนิ

ถึงบ้านแล้ว มาต่อกัน นิ
ฝน ครับ ฝนเป็นเหตุ ไปไหนไม่ได้ ครั้นจะทำอะไรมากนัก ก็กังวลว่าเครื่องจะพัง เพราะวันวาน ก็ฝนเช่นกัน แถมฟ้าคะนองอีก ทำงานอยู่ดีดี ไฟฟ้าดับ ไม่ถึงนาฑี ไฟก็มาเอง ก็เลยสั่งฟิ้สกี้ซะ

ทำฟิ้สกี้ไป พาทิชั่นแรกยังไม่จบเฟสแรกด้วยซ้ำไป ไฟฟ้าดันดับซ้ำ

วันนี้ พอฝนตก ลมพัดแรง ฟ้าคะนอง เลยรีบอ่านข้อความจากยะฮูดอทคอม วะหน่อยหนึ่ง เห็นขำเข้าท่าดี เลยนำมาให้ดูข้างบนนั่นแหละ ไม่ได้หลงไหล หรือ เชื่อหรอก แต่ชอบอ่าน เพราะขำในคำทำนาย อีกเจ้าก็ หมอทรัพย์สวนพลู ของมติชนรายสัปดาห์นี่แหละ อ่านทีไร ขำกลิ้งไม่เลิกไปทุกที

ก็ลองอ่านเล่นๆดู ใจความจาก ยะฮูดอทคอม

It's incredibly tempting to simply go for it and lay down a ton of rules on what you want in a partner, but try flipping that around and thinking about what you can accept. Go for the positive instead of looking for the worst right away. If you're already with someone, apply this point of view to all that they do for you, rather than what you think they're doing wrong.


๏ดูหมอ แล้วย้อนดูตัวเองให้แตก ดีกว่า
ดูอะไร ก็ไม่เท่าดูใจตัวเอง
ชนะอะไรก็ไม่เท่ากับชนะใจตัวเอง

ว่าแต่ว่า จะแพ้ จะชนะไปหา...อะไรในเมื่อต้อง ปลง ต้องวางไปหมด
เอาไปแล้ว ที่สุด ก็นำมาคืน
วนเวียนไม่จบ
ไม่อยากวนเวียน ก็ วางซะ ปลงซะ

ชิมิชิมิ๚

Friday, April 2, 2010

Ethics

จริยธรรม หรือ คุณธรรม หรือ จรรยาบรรณ หรือ อะไรก็แล้วแต่ ล้วนแต่เป็นธรรมทั้งสิ้น
ไม่เชื่อ ลองไปฟังสวดดูซี จะเข้าใจ
พระท่านว่า อย่าไปยึด อย่าไปแบก มันหนัก ให้ วาง (ปลง) ลงซะ

ความซื่อสัตย์ต่อตนเอง เป็นเรื่องหนึ่งที่พึงทำให้เกิดขึ้นมาให้ได้ เพราะหากทำได้ มันหมายถึงว่า ท่านลงลึกถึงระดับ ใจ

ใจ อันเป็นแก่นแท้ของทุกสิ่งทุกอย่าง

เมื่อครั้งพุทธกาล เรื่องมีเล่าไว้ว่า พระรูปหนึ่ง ท่านเห็นว่า ศีลนั้นมีมากมายนัก ยากที่จะรักษาไว้ จะไม่ให้บกพร่องเลยสักข้อนั้น เป็นไปได้ยาก พระพุทธองค์เมื่อทรงทราบ จึงตรัสว่า งั้นรักษาใจของท่านไว้สักดวงเดียว จะได้ไหม พระรูปนั้นเมื่อได้ยินดังนั้น จึงเพียงแค่รักษาใจของตนๆ ตามคำสอนของพระพุทธองค์ในขณะนั้น และในที่สุด ก็ได้บรรลุอรหัตตผล

ในชีวิตของคนเราก็คงเฉกเช่นกัน หากเราตั้งใจไว้มั่นคงดีแล้ว ไม่หลอกลวงตนเองเสียอย่างเดียว รับรอง สุขสันติ สงบ แน่นอน

Thursday, December 24, 2009

โลกธรรม

ที่ทุกคนรู้ แต่ไม่วายลุ่มหลงมันยากนักหรือ ที่จะไม่ไปลุ่มหลงงมงายจนเป็นบ้าเป็นหลังไปน่ะ

มีลาภ เสื่อมลาภ
มียศ เสื่อมยศ
มีสุข มีทุกข์
มีสรรเสริญ มีนินทา

เรื่องของชาวโลกเขา ผู้ที่ทำงานด้วยงาน ด้วยสติ ด้วยปัญญา ย่อมไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งเหล่านี้

พูดถึงชาวโลก นึกถึงโฆษณาอันหนึ่ง ที่มองชาวโลกเป็น... เอ้า บอกกบอกเถอะ ควาย น่ะ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของยาฆ่าหญ้ารึไงนี่แหละ ที่ มนุษย์ต่างดาวมาโลก มาเจอคน ก็คนอย่างเราๆท่านๆ มีแขนขาลำตัว หัวหูจมูกปากตา แล อวัยวะน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง แต่ความที่เป็นมนุษย์ต่างดาว เลยไม่รู้จัก ก็ถามคนที่มาเจอว่า ไหนล่ะ ชาวโลก

คนก็บุ้ยไปที่โน่น กำลังยืนสี่ขาบดเอื้องอยู่ ไอ้ทุยท้ายนา แล้วก็บอกว่า โน่นแหละ ที่ท่านถามหา

วันนี้ วันพระ

Tuesday, November 24, 2009

ซีงิต


ชีวิตยังไม่สิ้น ก็ดิ้นกันไป

ระหว่างนี้ ความเป็นอยู่ขยับขึ้นๆลงๆตามธรรมดาโลก สำหรับผู้ที่ติดในโลกธรรม ย่อมเดือดร้อนเป็นธรรมดา แต่กับผู้ที่รู้แล้ว แม้จะยังปฏิบัติไม่ถึงชั้น แต่ก็ยังพอทำให้สงบลงได้ไม่น้อยเลยทีเดียว






กลับจากคำแสด ลูกชายคนโต กับ ไหม และ แบ๋ม ต่างก็ขึ้นเหนือ ไปเรียน ไปบ้าน แต่ ลูกชายโชคไม่ดีนัก โดนดักทำร้ายร่างกายชิงทรัพย์ กระเป๋า มือถือ หนังสือ thumdrive และอะไรจิปาถะอีกหลายอย่าง หายไปหมด รวมทั้งแว่นตาด้วย

อุรามาบอกเอาตีสาม วันรุ่งขึ้นมันจะเผ่นไปให้ได้ ก็ได้แต่ปรามไว้ ขืนไป ก็เท่ากับตายโง่ๆ ไม่ถูกฆ่าตาย ก็ติดคุกเพราะฆ่าคน ซึ่งก็ไม่ต่างจากตายสักเท่าไร จะมามีเรื่องในเดือนเกิดได้ยังไงกัน จึงห้ามไว้

มานึกถึงคำพระที่ท่านสอนคราวที่ไปคำแสด
....ถ้าขี้แตก แล้ว อายมั้ย.... ก็ต้องเข้าส้วม... คราวนี้ ส้วมใจ...
ประดานี้

หากเป็นผู้มีปัญญา คงนึกได้ ตั้งแต่ที่ท่านเทศน์มาถึงคำว่าขี้แล้ว ไม่ต้องรอให้ถึง ส้วม ถึง อาย อะไรนั่นหรอก

ขี้ ก็คือสิ่งไม่ดี ก็คือ อกุศล ก็ทิ้งไป เปรียบได้ดั่งว่า เอามันโยนทิ้งไป , ถ่ายลงส้วม,
อาย ก็เปรียบดั่งว่า หากมีขี้ ก็อายแหละ หรือ มีของบางอย่างที่เหมือนมีขี้ ก็อายเขาน่ะ หลวงพ่อท่านคงเจตนาบอกอย่างนี้มั้ง เพราะคนเราปกติ มักหลงในสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องสมควร ไปนึกเอาขี้มาเป็นของมีค่าเสียได้ นี่อย่างหนึ่งล่ะ อีกอย่างหนึ่งคือ อาย หลวงพ่อท่านก็บอกมาตรงๆ ว่าให้รู้จักอายน่ะ แต่ถ้าว่าลงว่าคนเรามันไม่อายล่ะ

ก็ยุ่งกันไปใหญ่ หากไม่อาย ไม่เกรงกลัวต่อบาป

ซีงิต ที่ ไม่ใช่ ชีวิต
คน ที่ไม่ใช่ ฅน

แล้วงั้นยังไงต่อไปล่ะ

ก็ต้องดิ้นรนกันต่อไป สำหรับคนทั่วไป ตราบเท่าที่ชีวิตยังไม่สิ้น ก็ดิ้นกันต่อไป แต่กับ ฅนแล้ว ย่อมหาทางสงบได้เอง ชีวิตยังไม่สิ้น ก็เดินสู่ทางสงบลงไปเรื่อยๆ

ย้อนกลับมาดูตัวโตมั่ง รุ่งขึ้นเช่นกัน ไหม แจ้นไปที่พักแต่เช้า มาดูที่เกิดเหตุ ก็พบว่า แว่นตา มันหล่นอยู่ยังไงก็อยู่ยังงั้น เธอว่ามายังงั้น เอ รึว่าตัวโตบอกมาอีกที แต่จะยังไงก็ช่างเหอะ ที่แพงที่สุดคือแว่นนี่แหละ หมายถึงว่า ที่ตีราคาเป็นเงินน่ะ ได้คืนมา ก็ดีแล้ว หน้าตาปูดไปหน่อย แต่คงทำให้ดูเข้ม ขึ้นไปอีกนิด

ยังไงก็แล้วแต่ แจ้งความไว้แล้ว


บทเรียนที่ถูกแสนถูก
อ้าว ก็อบรมหลักสูตรเคร้สสี่ถีบทิ้งกลิ้งมาแล้วนี่ ก็ใช้เลยไง แถมยังฟังธรรมมาแล้วด้วย โลกธรรม
หลวงพ่อท่านเทศน์ถึง ปัจจุบันธรรม มากกว่าน่ะ ฮาาาาาาาาา

Sunday, August 9, 2009

ไฟบุญ

ผ้าป่าวันแม่

เมื่อหลายวันก่อน คุณยายของเพื่อน จากเธอไป เธอเสียใจมาก เพราะนอกจากคุณแม่แล้ว ก็ มียายนี่แหละ ที่เธอรักที่สุด กลับบ้านทีไร ก็อยู่กับยาย

ทุกข์ เกิดจากการพลัดพรากจากของรัก ของหวง

ทุกข์ ที่มีแต่อริยบุคคลเท่านั้น ที่เห็น และ รู้ว่า นั่นคือทุกข์ แต่ปุถุชน ฅนเดินดิน อย่างเราเราท่านท่าน แม้จะจมจะหลงอยู่ใน ดงทุกข์ กลับไม่รู้จัก

ก็ปลอบเธอไป ตามประสาเพื่อน แนะเธอไปว่า ให้รีบทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้ท่าน เร็วๆเถอะ เพราะบนสวรรค์ กะพริบตาที บนโลกมนุษย์ ก็หลายปีไปแล้ว ในช่วงนี้ สมควรที่จะทำบุญให้ท่าน ท่านรู้เข้า ก็จะยิ้ม และ โยนบุญ นั้น คืนกลับมาให้เราเอง

ก็ ไม่รู้ว่า จะรู้เรื่อง หรือ เข้าใจรึเปล่า เพราะเอาแต่ สะอึกสะอื้นรับคำ ค่ะค่ะค่ะ ตลอดเวลา

เมื่อปลายเดือนก่อนโน้น เธอว่า จะจัดผ้าป่า ไปทอดที่ วัดท่าตะคร้อ ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอท่าม่วง กาญจน์บุรี เพราะเห็นว่า เมรุที่วัด ทรุดโทรม

ก็ยินดีด้วย และ ขออนุญาตเข้าร่วมทำบุญด้วย

เกิดมา ไม่กลัวอะไร กลัวอยู่แต่ว่าจะไม่ได้ทำบุญ เท่านั้นเอง

เธอก็ใจดี จัดให้เป็นประธานเลย เอ้า เอาไงเอากัน

เธอมอบซองผ้าป่ามาให้ ก็บอกเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมเล่นหมากรุก กับคนรู้จักกัน ที่พอบอกได้ไม่กี่คน ดูว่า จะใจคับแคบ ก็การทำบุญนั้น แม้แต่เพียงยินดีในบุญที่คนอื่นทำ ก็ได้บุญแล้ว หากบอกไม่ทั่วถึง มะขาม ฅินเดินดน กราบขออภัยไว้ตรงนี้ด้วย

วันที่ ๙ สค ๒๕๕๒ เวลาก่อนเที่ยง นำบุญทีรวบรวมได้ ส่งให้เธอไป ให้เธอ นำบุญ ไปส่ง

ขออานิสงส์ในการทำบุญครั้งนี้ จงดลบันดาลให้ ผู้ที่ร่วมบุญด้วยกัน จงมีความเพียรอย่างยิ่งยวด จงมีชื่อเสียงขจรขจาย และมีความสำเร็จในงานด้วยเถิด

จงเอาความเพียร เป็นไฟเผากิเลสให้เร่าร้อน

ก็แลธรรม ที่เกี่ยวเนื่องกับ ไฟ เท่าที่นึกได้ขณะนี้ ก็มีอยู่เพียงนี้ เราทำบุญอาศัยเมรุ และในเมรุมีไฟ ความปราถนาอันนี้ คงไม่เกินเลย เกินไป ไปดอกกระหมั่งหนา เน้าะ

[รูป ที่เพิ่งได้รับจาก พลับพลึงไพร ๑ วันหลังจากกลับมาแล้ว]

ผ้าป่ากองนี้ เธอจะนำไปทอดในวันที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราชที่ ๒๕๕๒ นี้ วันอันที่เราถือให้เป็น วันแม่ ก็ขอถือโอกาสนี้ ทำความดี ในวันแม่ ด้วยผ่าป่ากองน้อยนี้ น่ะ หากท่านใด จะร่วมด้วย ก็ยินดียิ่ง

ขออานิสงส์ในการทำบุญครั้งนี้ จงดลบันดาลให้ ผู้ที่ร่วมบุญด้วยกัน จงมีความเพียรอย่างยิ่งยวด จงมีชื่อเสียงขจรขจาย และมีความสำเร็จในงานด้วยเถิด


พลับพลึงไพร
มะไฟ ฅนเหลิงฟ้า & ผองเพื่อน
Tue Aug 11 15:01:44 ICT 2009
(แก้ไข ชื่ออำเภอ ให้ถูกต้องครับ กับ เพิ่ม ชื่อวัด ชื่อ พลับพลึงไพร ลงไปในนี้ด้วย ไม่มีเธอ ไม่ได้ทำบุญ ขออภัยที่บกพร่อง)

Saturday, December 6, 2008

ธรรมาภิบาล : Good Governance

การมีส่วนร่วม

เมื่อหลายปีก่อน ได้ไปฟังท่านผู้รู้ท่านหนึ่ง ซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากเมืองนอกมา ท่านเล่าให้ฟังว่า ความรู้ที่ร่ำเรียนมา เป็นแต่เพียงเทคโนโลยี แต่สิ่งที่ท่านจำและไม่ลืมเลย นั่นก็คือ สิ่งที่ฝรั่งเขาไม่มี มีได้ทั่วไปในประเทศไทยเรา สิ่งนั้นก็คือ พระพุทธศาสนา

น่าแปลกใจที่ว่า ของดี ที่พวกเรามีกัน แต่กลับได้รับการละเลย ถึงบางทีแทบจะกล่าวได้ว่า ลืม
พระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่มีคู่บ้านคู่เมืองเรามา และพวกเราแทบทุกคน ล้วนคลุกคลีอยู่กับสิ่งนี้ ทว่า พวกเรา กลับไม่นำประโยชน์ ของสิ่งที่มีอยู่แล้ว มาใช้ในงานเลย

หยุดพักเมื่อ Sun Dec 7, 15:53:00
Fri Dec 19, 10:47:45 เรามาต่อกัน

ธรรมของพระพุทธองค์ ไม่ว่าข้อใด ล้วนแต่ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ทั้งสิ้น อย่างกับว่าในเรื่อง โลกบาล, ความงาม, ความสำเร็จ ก็ช่วยคุ้มครองโลกไม่ให้พินาศ ช่วยให้คนเป็นฅนดูงามสง่า และช่วยให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แต่กลับพบน้อยลงทุกทีแล้ว ปัจจุบันนี้ หันไปหาฝรั่งมังค่ากันหมด

แต่แม้ยังงั้น คนที่ไปเรียนกับฝรัง กลับมายังบอกเลยว่า พวกเรา หลง กันไปรึเปล่า ฝรั่งเองก็ยังยอมรับว่า พุทธศาสนา คือ ยอด ของวิชา

ธรรมาภิบาล จะประกอบด้วยอะไรก็ตามที แต่ การมีส่วนร่วม ความกล้าหาญ ความโปร่งใส การตรวจสอบได้ เหล่านี้ ล้วนแต่ธรรมที่มีอยู่แล้ว ในพระพุทธศาสนา ท้งสิ้น หากผู้ปฏิบัติหน้าที่ มีธรรมในหัวใจอยู่แล้ว ก็มิจำเป้นต้องเอื้อนเอ่ยถึง ธรรมาภิบาล ให้ชาวบ้านเขารู้เลย

ในทางกลับกัน หากผู้ปฏิบัติ กีดกันการมีส่วนร่วม หรือปกปิดไม่ให้ตรวจสอบ แม้จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รับผิดชอบเรื่อง ธรรมาภิบาล ก็ยากที่ใครเขาจะเชื่อได้ว่า ธรรมาภิบาล ได้เกิดขึ้นแล้ว กับหน่วยงานนั้นๆ

ธรรมาภิบาล จะมีองค์ประกอบอย่างไรก็ตามที สำหรับตอนนี้ ใคร่ขอแนะให้มีเพียง หิริ โอตฺตปฺป ให้ได้ก็พอแล้ว หากเริ่มต้นก็ปราศจาก ความละอาย และ เกรงกลัวต่อบาป เสียแล้ว ก็อย่าหวังว่าจะเจริญ

หิริ โอตฺตปฺป ธรรมคุ้มครองโลก

Monday, October 13, 2008

ธรรมหนึ่งพรรษา: ใครผิด

จาก ธรรมชาติ(๑) นั้นทำให้ทราบถึง นาม รูป ที่ป็น คู่ธรรม ประจำใจสำหรับใช้พิจารณา

พรรษานี้ กลับไม่ได้ทำอะไรมากเลย มีแต่ตั้งใจ แล้วใจมันล้มหรืออย่างไร ถึงคอยแต่ ตั้งตั้งตั้ง กันอยู่นั่นแล้ว

ยังดี ที่อย่างน้อยก็เพียร ตั้งใจ ไว้อยู่บ่อยๆ เพราะแสดงว่าคอยพิจารณาอยู่เนืองๆ เนืองๆอยู่กับเรื่องที่เป็นกุศล

แต่ถึงอย่างไร สัดส่วนของจิต ที่อยู่กับ อกุศล ก็ยังคงมีมากกว่า
ราวกับว่าเป็นการเตือน เมื่อปลายเดือน ตุลาคม ไเยี่ยมแม่ที่ ชนบท พบว่า ไม่ว่าจะพูดจะจาอย่างไร คุณแม่ท่านก็ดูว่ารับได้มั่ง ไม่ได้มั่ง จึงตัดใน บอกท่านไปว่า

แม่ครับ ก็ตอนนี้แหละ ที่ต้องพึ่งตนเองแล้ว ตอนนี้ พึ่งใคร ก็ไม่ได้แล้ว อตฺตาหิ อตฺตโนนาโถ จะต้องใช้แล้ว

แล้วก็กลับมาทำงานต่อ ที่บางเขน ผ่านไปได้สองวันก็ทราบว่าคุณแม่ ท่านกระทำ กาลกิริยา เรียบร้อยไปแล้ว

ปัจจุบันธรรม นับว่ามีค่าอย่างยิ่ง แต่ต้องรวมกับการพิจารณาธรรมด้วยสติที่รู้ เท่าทัน ด้วย ก็ขอให้เพื่อนๆจงอย่าลืม อย่าละเลย การอยู่กับปัจจุบันธรรม โดยดีเถิด จะได้ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นฅน ได้พบพระพุทธศาสนา ได้อยู่ในประเทศไทย

อดีตที่ล่วงไปแล้ว ก็อย่าไปคิดคำนึง อนาตคที่ยังมาไม่ถึง ก็อย่าเอามากังวล ใครผิด ใครถูก ก็เป็นเรื่องที่ ได้ผ่านไปแล้ว ก็ให้มันแล้วไปเถิด

เริ่มต้นที่ ๑๓ ตค มาจบเอาที่ ๒๔ พย ปีเดียวกัน

Sunday, July 20, 2008

ธรรมชาติ(2)

วันที่ ๑๖ กค ที่ผ่านมา กำลังจะกลับบ้าน และตั้งใจว่า จะเอาหลายสิ่งหลายอย่าง ไปทำต่อด้วย เพราะเป็นวันหยุดยาว แต่เกตุ เพื่อนร่วมงานบอกว่า เกียรติ เสียชีวิตแล้ว เมื่อเช้านี่เอง อันที่ตั้งใจจะทำนี่ทำนั่นก็เป็นอันพับไว้ก่อน เพราะต้องไปงานศพเพื่อน

เกียรติ เป็นเพื่อนผมที่ไม่ทิ้งผม แม้ในยามที่ผมได้รับความเกลียดชังจากหลายๆคน เขาก็ยังทักทายผมเป็นปกติ เกียรติ เสียชีวิตข้างถนน เพราะอุบัติเหตุจากรถยนต์ คล้ายกันกับ กุสุมา ที่ก็ เสียชีวิต เพราะอุบัติเหตุจากรถยนต์ เมื่อปี ๓๗

ขออโหสิด้วยนะเพื่อน ให้อโหสิกรรมหมดสิ้นแล้ว กุศลผลบุญใดใดที่ทำมา แม้จักน้อยนิดเพียงไร ก็ขอให้ได้รับรู้ และรับไปด้วยเถิด และยามเที่ยงวันนี้, ๒๐ กค, ก็ได้นั่งสมาธิที่วัดปรมัยฯ เกาะเกร็ด ขอ เทวดา จงโปรดนำกุศลผลบุญ ไปบอกเพื่อนด้วยเถิด

สู่สุคติเถิดเพื่อน

๑๗ นาฬิกา ๒๑ กค ๒๕๕๑ ดอกไม้ไฟให้เพื่อน

Friday, July 11, 2008

ธรรมชาติ(1)

หลายวันก่อน นั่งเล่นในบริเวณ ลานนั่งพักผ่อน ในวัดไผ่ล้อม ที่เกาะเกร็ด แว้ปหนึ่งของความคิด รู้สึกว่า ทุกอณูในที่นั้น เต็มไปด้วยรูปนาม หากขยับเขยื่อนเคลื่อนไหวไม่ระวัง อาจจะเป็นเหตุให้ รูปนาม อื่นถึงกับแตก ดับ ไปได้

เลยทำให้แนบแน่นกับการแผ่เมตตาให้กับ ทุกรูป ทุกนาม ไม่จำกัด แลทำให้ตระหนักว่า ธรรมชาติ คือ ทะเล ของ รูปนาม

เช่นกัน หลายวันก่อน รายการทีวี รายการหนึ่ง นำภาพของดอกกระเจียว หมู่หิน มาเผยแพร่ และมีเด็กทารกน่ารักคนหนึ่ง ออกมาพูดเจื้อยแจ้วว่า ขอให้นักท่องเที่ยว เที่ยวแต่โดยดี อย่าเด็ดดอกไม้ ทุบหน่อหิน ให้เก็บไว้ให้คนอื่นได้ดูมั่ง ฯลฯ อะไรทำนองนี้

จากสองกรณี ทำให้ตระหนักดีว่า ในสังคมฅน หากอยากอยู่อย่างสงบ อยู่ให้สันติ ก็ให้รักษารูปนามไว้ ถนุถนอมไว้ อย่าเบียดเบียรกันเลย อย่าได้เป็นเหตุให้ รูปมันแตก นามมันดับไปเลย

สวยสดงดงาม น่ารัก ก็ให้พิจารณาว่า สักแต่เป็นเพียง นามรูป เท่านั้น อย่าได้เป็นเหตุให้รูปนามนั้นๆ เศร้าหมอง หรือ ถึงกับย่อยยับไปเลย

ดูภายนอก แล้วให้ย้อนกลับมาดูภายในบ้าง นะ

ขอบคุณ ไหมฟ้า ที่จัดหาทีวีมาให้จนได้ดู, ทารกหญิง คนนั้น ที่พูดให้ฟัง, เอก ริว พี่คำ ที่แนะนำให้รู้จักเกาะเกร็ด, พี่ผาด กับ น้ำหวาน อันเป็นจุดเริ่มต้นให้รู้จักกับ เอก ริว พี่คำ และหลายๆเรื่องถัดมา และที่สุดของที่สุด เจ้ากรรมนายเวร ที่เป็นเหตุให้ได้รับการผ่าตัด จนได้มานอนพักรักษาตัว จนได้รับข้อคิดจาก ทาริกา นางนั้น หากความดีใดใดจะพึงมี ก็ยกให้กับผู้ที่เอ่ยมานี้ด้วยเลย

Tuesday, May 13, 2008

ธรรมชาติ

วันวาน, ๑๒ พ.ค, พบเห็นเรื่องปกติ ที่ถ้าหากไม่สังเกตุ ก็จะไม่รู้ว่า นั่นคือปกติวิสัยของ คน

เรื่องมีอยู่ว่า เกตุ ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดหานักกีฬาของหน่วยงาน ทั้งประเภทเดี่ยว คู่ คู่ผสม คู่ ฯลฯ เขาก็บ่นวุ่นวายใจเพราะกระทรวงดันจัดให้ สทน. กับ ปส. เป็นหนึ่งหน่วยงาน ทั้งที่ตามความเป็นจริง ทั้งสองหน่วยงานนี้ แยกจากกันแล้ว ฯลฯ

ต่อมา นันทวรรณ รับอาสาจะเป็นนักกีฬาฝ่ายหญิง เพิ่มอีกคน พอทราบข่าวตลกอย่างนี้ ก็รีบฉวยมาเป็นโอกาส ที่จะคอมเม้นต์ไปว่า
ทำไมนะถึงไม่แยกกัน แล้วนี่ถ้าชนะขึ้นมาจะว่ายังไง มิต้องแย่งถ้วยกันตายรึ แล้วเธอก็ตบท้ายด้วยการหัวร่อลูกคางลูกคอกระเพื่อม

ก็เลยแถมให้อีกนิดว่า ถ้าชนะแย่งถ้วยน่ะยังพอทำเนา แต่ถ้าแพ้ขึ้นมาละ ไม่เที่ยวโทษอีกฝ่ายรึว่าเป็นต้นเหตุให้แพ้

เท่านั้นแหละ ทั้งเกตุ ทั้งนันท์ ต่างหัวร่อกันกลิ้ง น้ำหูน้ำตาเล็ดไปครึ่งค่อนวัน แทบไม่ได้ทำงานกันพอดี ดีแต่ว่า เมื่อวานนี้ฝนตก เลยรอดตัวไป

อันนี้ตรงกับความเป็นจริง ก็คราวที่เกิดเหตุโคบอลต์ นั่นแหละ ไม่มีใครยอมรับผิดหรอก ต่างก็ชี้ไปอีกฝ่ายนั่นแหละ ว่าผิด

ก็อีกหนึ่งอันคือ กรณีย้ายศูนย์ฯกันนั่นไง ย้ายกันยังไงไม่ทราบ สูนย์, ๐, กลับไม่ขยับ งานไม่เดิน แถมมีการฟ้องรอ้งกันอุตลุด คราวนี้ต่างก็ไม่มีใครยอมรับผิดกันสักราย ทั้งๆที่ช่วงทำงาน ต่างก็ออกหน้า ชูตากันสลอน ราวกับว่าตูข้าคือเทวดา คนอื่นไม่มีความสามารถเท่า ปูนบำเหน็จ อวยยศปรับตำแหน่งกันยกใหญ่ พอคราวเกิดเรื่อง กลับทำเฉยซะงั้น

ข่าวล่า เพิ่มเติม
สายสืบรายงานข่าวมาว่า กีฬาทุกกระเภท ที่ส่งเข้าแข่งขัน คู่แข่งขัน สามารถทำให้เราไม่ได้รับชัยชนะได้
แต่สายข่าว ไม่ได้รายงานมาด้วยว่า มีการต่อว่าต่อขานกันภายในด้วยกันเองหรือไม่ เพราะเป็นการประชุมลับเฉพาะ ไม่เปิดโอกาสให้นักข่าวได้เข้าร่วมด้วยยยย

View My Stats